Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Alita: Battle Angel ในระบบ IMAX 3D

กำเนิดใหม่ของโลกอนาคตอันชวนตื่นตาด้วยวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์สมราคาทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญพร้อมการตรึงคนดูด้วยตัวละคร “อลิตา” ที่ยอมรับเลยว่าตอนออกมาแค่ฉากแรกก็รู้สึกหลงรักแล้ว แต่ยังบอบช้ำไปพอตัวทั้งในด้านพัฒนาการ + มิติตัวละคร โลกของภาพยนตร์ และความเร่งรีบในการดำเนินเรื่องซึ่งพอติดเครื่องปุ๊บ ตัวหนังก็ไปไวจนเนื้อหากับตัวละครที่ทำไว้อย่างดีในครึ่งแรกหายไปแทบหมดแล้วแทนที่ด้วยฉากแอคชั่นเดือด ๆ แทน ผลพวงจึงกลายเป็นงานเอนเตอร์เทนแบบไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่เสียมากกว่า เสียดายช่วงปูเรื่องซึ่งจริง ๆ ก็พาอินไปแบบหอมปากหอมคอแล้ว พอเปลี่ยนโหมดปรับความเร็วแล้วตัวละครหลาย ๆ ตัวนี่แทบไร้ตัวตนในสายตาไปในทันที แถมมีเยอะอีกต่างหาก วิสัยทัศน์เล่าเรื่องบางช่วงเองก็ยังมีล้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “ความรัก” ที่หวานผิดยุคผิดสมัยไปซะไกลจนรู้สึกว่าล้น ๆ ในหลาย ๆ ช่วง อย่างไรก็ดี มันก็ตอบโจทย์ทางความบันเทิงในระดับที่แทบไม่บันยะบันยัง ฉาก “มอเตอร์บอล” คือสุดของแท้ แทบไม่ต่างอะไรกับนั่งดูหนังรสซิ่งไล่ล่ากันแบบเอาให้ตายไปข้าง

สำหรับการรับชมในระบบ IMAX 3D นี่เสริมอรรถรสได้ดีทีเดียวเลยครับทั้งเรื่องภาพที่มีสัดส่วนขยาย ฉากเน้นวิวกับฉากบู๊นี่ดีงามด้วยการถ่ายทำ ภาพ 3D ที่มีมิติตื้น-ลึกชัดเจนพร้อมทะลุได้น่าพอใจ ช็อตเน้นโชว์ 3D นี่ทำออกมาสวยมาก เสียงเองก็แรงจนพื้นสะเทือนเป็นช่วง ๆ เรียกได้ว่าคุ้มค่าและใช้ระบบ IMAX 3D ได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับเกือบสุดทุกด้าน

รีวิวหนัง, Comedy

รีวิวหนัง: The Upside

เรื่องราวของ Phillip มหาเศรษฐีผู้พิการจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัวและใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตอยู่บนรถเข็น จนกระทั่งได้มาเจอกับ Dell ซึ่งเคยติดคุกมาก่อนตกงานแยกกันอยู่กับลูก อยากการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และจู่ๆคนสองคน ที่ต่างกันสุดขั้ว ก็ได้มาร่วมงานกัน Dell มาเป็นคนผดุงชีพ ส่วนตัวของ Phillip อย่างไม่ตั้งใจ แต่เป็นความเต็มใจของนายจ้างอย่าง Phillip ที่ต้องการเขามาดูแล ความไม่เต็มใจหลายๆอย่าง ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ทั้งฮา อบอุ่น พิสูจน์ความฮาและอบอุ่นของ The Upside ได้ในโรงภาพยนตร์

รีวิวหนัง: The Upside

Kevin Hart ที่รับบทเป็น Dell คือดีงาม คือเรารู้สึกตลกและสงสารกับตัวละคร Dell และความสัมพันธ์ของ Dell และ Phillip ทำให้นึกถึงเรื่อง Green Book อยู่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้ก็นำเสนอมาได้แตกต่างและ เข้าถึงได้ง่าย เราจะได้รับความตลกเฮฮาตามสไตล์ Kevin Hart ความอบอุ่น ความเศร้า ทุกอย่างหล่อหลอมออกมาได้อย่างกลทกล่อม ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย ซื้อความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเลย เรื่องนี้รักเลยยยย

รีวิวหนัง, Horror

รีวิวหนัง: The Prodigy

หนังสยองระทึกขวัญ ซึ่งก็ไม่ได้มีพลอตที่ใหม่อะไรนักหรอก แต่ถือว่างานบท ทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

จริงๆ แล้ว เหล่าตัวละครก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรที่ดูน่าหงุดหงิด หนังวางเหตุวางผลไว้ประมาณหนึ่งที่พอจะยอมรับกันได้ และตัวละครเด็กนรกตัวเด่น ก็เล่นเก่งดี (แม้ยังไม่สาแก่ใจเท่า เด็กหญิงจิตป่วนใน “Orphan”)

แต่ที่รู้สึกตะหงิดๆตลอด คือ คนเล่าหนัง(ผู้กำกับ) เล่าได้เรียบๆเรื่อยๆ และไม่สามารถทำให้หลายๆจุดที่สำคัญในหนัง มีความหมายต่อช่วงท้ายเรื่องได้

น่าเสียดายเสียจริงๆ เพราะผลพวงเหล่านี้มันกระทบกับการเลือกจบของหนังอย่างจังๆ
กลายเป็นหนังที่ทั้งไม่ใหม่ และไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ หากเทียบกับหนังเด็กนรกอีกหลายๆเรื่อง

แต่ถ้าใครเป็นคอหนังทริลเลอร์ สยองขวัญ ก็อาจจะชอบ เพราะบรรยากาศในหนังก็สร้างความหวาดระแวงสำหรับคนขวัญอ่อน

รีวิวหนัง: The Prodigy

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Escape Room

ได้ดิบได้ดีในความครีเอตแต่ละห้องออกมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทว่าดันเร่งเครื่องจนด้านตัวละครคว้าน้ำเหลวไปเสียหมดแม้แต่ตัวเอกเองก็เถอะ สกรีนไทม์เยอะกว่าคนอื่นเขาก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอะไรให้เข้าถึงนัก งานนี้เลยได้ความบันเทิงลุ้นระทึกกับปริศนาแบกเอาไว้แทบตลอด แล้วมาดิ่งอีกทีในช่วงท้ายที่แผ่วลงไปชัดเจน เหมือนมันจะพีคก็ไม่พีค อย่างไรก็ดี ทั้งหมดทั้งมวลมันก็แทบจะมองข้ามไปได้หากพิจารณาความระทึกขวัญที่ผู้กำกับเนรมิตมาให้ในแต่ละซีนแล้วแม้พวกรายละเอียดต่าง ๆ อันจำเป็นต่อมิติอื่น ๆ จะไม่ค่อยมีนักก็เถอะ อารมณ์รวม ๆ มันก็คือหนังผ่านด่านไปเรื่อย ๆ ที่ถือว่ารู้งานตัวเองอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ใครหาอะไรตื่นเต้น ๆ ชวนลุ้นระดับกลางไปจนถึงจิกเบาะก็ตีตั๋วดู Escape Room ได้เลย ได้อรรถรสแน่นอนไม่เสียของสำหรับด้านนี้ เพียงแค่อย่าคาดหวังความลึกของเนื้อหากับเหตุผลอะไรบางประการก็พอ

รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Friend Zone ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน:

ช่วงแรกอาจจะหลวม ๆ ไปสักนิดจนจูนไม่ค่อยติดด้วยเหมือนยังหาทิศทางตัวเองไม่เจอจนหลุดที่หลุดทางไปเสียหน่อย พอเข้าองก์ 2 นี่อัพระดับตัวเองไปเรียบร้อยกับความขำขันที่ลงรอยขึ้น พาร์ตจี๊ด ๆ ที่ถ่ายทอดได้ดีขึ้น 2 นักแสดงนำนี่สุดจริงทั้งคู่ แบกเก่ง แอ็คติ้งเยี่ยม มีจุดนึงที่ถึงขั้นอยากปรบมือให้ “ใบเฟิร์น” คืออินเนอร์นางสุดมากแบบสัมผัสได้ของแท้ กระนั้นเรื่องราว “โซนเพื่อน” ในนี้ก็ไม่ต่างกับดาบ 2 คมที่บางทีก็รู้สึกทะแม่ง ๆ ไปกับสถานการณ์ เข้าใจถึงความจงใจเกินจริงเพราะด้วยด้านคอเมดี้แหละ แต่พอมันตกผลึกแล้วหรือแม้แต่ในขณะรับชมก็ยังมีอะไรเหวอ ๆ ซึ่งมันไม่ลงรอยกับหลักของโลกแห่งความเป็นจริงจนแบบว่า “แบบนี้ก็ได้รึ” เป็นบางครั้ง หรือจะบอกว่าหลายครั้งก็ได้อยู่ ทว่ามันไม่ได้พาหงิดใจอะไรเบอร์นั้นหรอก อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเนรมิตโลกแปลก ๆ ขึ้นมาใหม่ที่มันชวนบันเทิง + ซึ้งไปกับสถานการณ์ของเพื่อนอันประดุจคู่ชีวิตผู้แทบต้องตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา ถึงท้ายที่สุดจะไม่ได้อินแรงกับหนัง แต่ยังยอมรับถึงความแม่นยำในการกำกับนักแสดงซึ่งเป็นจุดชูโรงที่ไปสุดจริง ๆ ใครหาอะไรบันเทิง ๆ ฉบับน่ารักน่าจะตกหลุมรักกับเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: GLASS

เรื่องราวของชาย 3 คนที่ถูกจับมารวมกันที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งเพื่อรักษาชายสามคนให้เลิกคิดว่า พวกเขามีพลังพิเศษเหมือนฮีโร่ในหนังสือการ์ตูน โดยมี David Dunn ชายผู้แข็งแกร่งและมีคุณธรรม ต่อมาก็คือ Kevin Wendell คือคนที่มี 23 บุคลิก แต่บุคลิกที่ชื่อว่า The Beast เขาจะเป็นสิ่งที่บ้าคลั่งและจะออกล่าดั่งสัตว์ป่า และสุดท้ายถึงแม้เขาจะนั่งรถเข็นแต่สมองของเขามีสติปัญญาที่ฉลาดหลักแหลมและเป็นนักวางกลยุทธ์ เขามีชื่อว่า GLASS…

บอกเลยเรื่องนี้แม่งบ้ามาก บ้าในความที่ดีนะ เราเห็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่มาเยอะแต่เราจะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้แน่นอน คือมันดีตั้งแต่ Unbreakable แล้ว และยิ่งมาเห็นว่าตัวละครอย่าง Kevin Wendell จากเรื่อง Split มาอยู่ในจอเดียวกันกับตัวละครจาก Unbreakable และการแสดงของ James McAvoy เขาทำได้เยี่ยมกว่าใน Split เลยทีเดียว มีความซับซ้อน เพราะด้วยหลายบุคลิก แต่นั้นก็เหมือนกับดาบสองคม ที่เรารู้สึกว่าตัวละครอย่าง Kevin มันกลบตัวละครอย่าง Mr.Glass และรวมถึง David Dunn เราเลยรู้สึกว่าตัว Kevin มันเด่น เพราะด้วยการแสดงนั้นแหละ แต่ความดีงามในเรื่องเลยคือการที่ได้เห็นการเจอหน้าของทั้ง 3 คน มันมีหลายๆอย่างต่างกันแต่ก็ต้องมาเจอกัน การตัดฉากทำมาได้โอเค เหมือนเขาจะทำให้เราสยองนะ แต่เรารู้สึกว่า ตื่นเต้น โดยรวมแล้วเรื่องนี้เป็นการจบ จบแบบดีเลย แต่ก็ยังไม่ดีเท่า Unbreakable