Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Animation, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง2: Alita: Battle Angel

🎥 intro : คุณภาพ CG ระดับ Avatar จริงๆนั้นละนะ ภาพสวย เนื้อเรื่องดี แต่ขอตินิดหน่อยตรงความสมเหตุสมผลบางฉากมันดูแล้วขัดใจแปลกๆอะ เช่นฉากการแต่งตัวตัวละคร
ที่เป็นแค่ฉากมันดูจะหลงยุคไปนิดหน่อยแหะ แต่โดยรวมแล้วหนังก็ไม่มีข้อตำหนิเลย 
.
.
💽 Story : เรื่องราวของหุ่นยนต์สาวที่ถูกทิ้งและถูกหมอได้นำมาซ่อมและรักษา แต่เธอกลับจำอะไรไม่ได้เลยเธอเลยต้องหาความจริงว่าเธอเป็นใครกันแน่ และเหตุผลนี้แหละจึงนำเธอเข้ามาสู่โลกของการต่อสู้ที่ดุเดือด
.
.
📟 คุณภาพ CG : สวยสุดๆ มีมิติแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางตัวละครบางฉากถึงจะเป็นแค่ของตกแต่งแต่มันก็ดูแปลกๆอะ
และบางทีเนื้อเรื่องก็อาจจะทำให้งงๆได้เพราะ กาตูนเรื่องนี้สร้างจาก อนิเมะ มันเลยต้องอิงทุกอย่างตามอนิเมะ โดยเฉพาะภาพและเนื้อเรื่อง
.
.
😀 ความมัน : สุดๆไปเลยพี่น้อง อารมณ์เหมือนดู Atom ในหนังที่มันเอาหุ่นยนต์มาชกมวยกันอะ แบบมันมากจนแทบหยุดหายใจ ความสนุกนี้แทบจะลืมไปเลยว่าตอนนั้นเราปวดอยากเข้าห้องน้ำอะ เพราะหนังมัน 2 ชม กว่า ปวดแน่นอน
แต่พอเจอฉากมันๆนี้ลืมไปเลยละครับ
.
.
😂 สรุป : คุ้มค่าและเชื่อใจได้เลย ว่าหนังเรื่องนี้ สนุกจริงๆ
เสพภาพ เสพเนื้อเรื่อง เสพความมัน ได้หมดเลย สนุกจริงๆ ไปดูเถอะครับ

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Vox Lux

ตัวอย่างภาพยนตร์ – 

เปิดเรื่องอย่างมืดหม่นก่อนจะเข้าสู่โหมดดาร์คแบบจิกกัดตัวเองพร้อมบทพูดอันอุดมไปด้วยอะไรให้คิดตามสารพัดซึ่งสร้างรากฐานให้หนังได้มาก นักแสดงเองก็ทรงพลังสุด ๆ “นาตาลี พอร์ตแมน” นี่ระดับ “หลบหน่อย แม่มาแล้ว” ของแท้ นางเล่นระเบิดแหลกลานเกรี้ยวกราดประดุจภูเขาไฟ อย่างไรก็ตาม ชื่นชอบเทคนิคการเล่าเรื่องกึ่งหนังสารคดีที่ใช้เสียงของ “วิลเลม เดโฟ” บรรยายในแต่ละช่วง การถ่ายทำเองก็มีออกไปทางนั้นเช่นกัน ความรู้สึกระหว่างชมจึงค่อนข้างแปลกใหม่เลยทีเดียว การใช้ดนตรีหลอกหลอนบีบคนดูเองก็แสบเอาเรื่องอีก งานภาพก็จัดว่าสวย แม้จะมีเล่นเทคนิคแพรวพราวเยอะจนชวนรำคาญไปบ้างก็เถอะ แต่ท้ายที่สุดแล้วงานนี้กลับไม่ได้ลงเอยอย่างทรงเกียรติเหมือนองก์สุดท้ายของหนัง ว่ากันตามตรงแล้วอย่างการเกลี่ยบทนี่ก็ค่อนข้างมีปัญหา เหมือนรีบ ๆ เกลี่ยให้บางคนมีบทบาทบ้างหน่อย ๆ แล้วผลที่ตามมากลับกลายเป็นความสับสนแทน รวมไปถึงการนำเสนอแก่นหลักซึ่งบท 1 กับ 2 นั้นมีน้ำมีเนื้ออยู่เยอะนะ แต่พอเจอบทปิดเข้าไปนี่พลิกไปไหนไม่รู้แล้ว พลิกจนตามไม่ได้ คิดไม่ทัน ทว่ายังพอเห็น “นัยยะ” อะไรบางอย่างไม่ว่าจะมีบทพูดหรือไม่มีก็เถอะ ไป ๆ มา ๆ มันเป็นหนังที่มีนักแสดงกับบทพูดนี่แหละที่ช่วยพยุงไว้อย่างสุดแล้ว เรื่องการไม่เล่นเพลย์เซฟตามสูตรนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังในเรื่องอยู่เหมือนกันนะ พิจารณาโดยรวมแล้วดันกลายเป็นงานดูยากเพราะบทปิดอันชวนเหวอ + เอ๋อไปพร้อม ๆ กันแม้จะได้ช่วงก่อนหน้านี้ช่วยไว้เยอะ ส่วนใครอยากเจองานโชว์พาวนักแสดงเด็ด ๆ นี่ขอแนะนำ ใครต้องการอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องคิดเยอะอาจเป๋ไปกับเรื่องนี้ได้ ต้องลองตัดสินใจกันดู… ส่วนเพลงนี่เฉย ๆ นะ ไม่ชวนว้าวอะไรยกเว้น “Wrapped Up” เพลงเดียว ไม่สมราคาที่ได้ Sia มาเลย…

รีวิวหนัง, Comedy

รีวิวหนัง: ขุนบันลือ

ใครมองหาหนังฮา สไตล์ไทยๆ ส่งท้ายปีควรไปดู

หนังตลก ของ ‘เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา’ หรือพี่หม่ำ ที่เล่นเองกำกับเอง แสดงเป็น ขุนบันลือ ตัวเอกของเรื่อง ท่านขุนที่ดูไม่เหมือนท่านขุนตามแบบจารีตเอาซะเลย แม้ใจความส่วนใหญ่ของหนังอาจจะทำให้เข้าใจพี่หม่ำที่มีต่อครอบครัวในชีวิตจริง แต่มันก็ไม่ได้น้ำเน่าอะไรหรอก ถ่ายทอดออกมาได้ดีอยู่เหมือนกัน และสำหรับใครที่ติดตามผลงานพี่แกอยู่แล้วอาจจะคุ้นชินกับมุกสไตล์นี้ อาจจะมีฝืดๆไปบ้าง หรืออาจจะชอบความฮาสไตล์พี่พจน์มากกว่า ก็อาจจะมีไม่ถูกใจเท่าไร แต่รวมๆก็ฮาดี เล่าเรื่องง่ายๆไม่ซับซ้อนอะไร ตบมุก รับส่งกันค่อนข้างดีพอสมควรเลยล่ะ ใครหาหนังเบาสมองดูส่งท้ายปี ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่แนะนำก็แล้วกันนะ

 

Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: The Galveston

นักฆ่าที่มีชื่อว่า Roy ที่เขาได้รู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดและกำลังจะตายในไม่ช้า และต่อมาก็ถูกเจ้านายสั่งให้ไปเก็บเป้าหมายโดยห้ามใช้ปืนเด็ดขาด เขาหารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วนั่นคือแผนการของเจ้านายเพื่อเก็บเขาแทน แต่นอกจากรอยจะหนีออกมาได้แล้ว เขายังช่วยเหลือ Rocky หญิงสาวอายุ 19 ปี ที่ถูกจับไว้ที่นั้น และทั้งคู่เดินทางออกนอกเมืองไปยัง Galveston เพื่อหลบหนีพร้อมกับ Tiffany น้องสาวของ Rocky พวกเขาจะใช้ชีวิตกันอย่างไร? ไปดู!!!

เรื่องนี้ชมการแสดงของ Ben Foster ที่รับบทเป็น Roy ก่อนเลย เพราะเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร และนิสัยที่เปลี่ยน มุมมองที่เปลี่ยน องค์แรกของเรื่องค่อนข้างเอื่อยและงงๆ พอได้เจอกับ Rocky แล้วก็เริ่มเห็นการพัฒนาของตัวละคร หนังพยายามหยอดความสัมพันธ์ ทำให้เราผูกพัน และพอถึงจุดแสดงอารมณ์ก็ทำออกมาได้ดีระดับหนึ่งเลย อย่างที่บอกไว้ มันอบอุ่น และมันมืดหม่น และดาร์คในด้านความรู้สึก และ Elle Fanning น่ารักมาก…. และแสดงออกมาได้ดีเลย โดยรวม องค์แรกของเรื่องอาจจะทำออกมาได้ไม่ค่อยดี แต่ลื่นไหลในตอนกลางจนถึงท้าย

รีวิวหนัง, Romantic

รีวิวหนัง: รักไม่เป็นภาษา

เรื่องราวความรักที่นำเสนอในแง่มุมที่ว่า
“แม้แต่ภาษาก็ไม่ใช่อุปสรรคของความรัก”

ภายในหนัง อาจจะมีจุดอ่อนในเรื่องของการเล่าเรื่องผ่านการตัดต่อบ้างเล็กน้อย แต่ก็กลบสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยการแสดงของบรรดานักแสดงคุณภาพ รวมถึงโลเคชั่นที่ใช้ โดยหนังเรื่องนี้เลือกที่จะใช้ “London” เป็นสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งถ่ายออกมาได้สวยเพลินตาและชวนให้ไปมากๆ เป็นหนัง feel good อีกเรื่องที่ดูแล้วให้ความรู้สึกน่ารักและฟินตลอดทั้งเรื่อง อีกทั้งยังสอดแทรกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารขั้นพื้นฐานเล็กๆน้อยๆให้กับผู้ชมได้เรียนรู้อีกด้วย

หากคู่รักคู่ไหนที่กำลังหาความสุขจากการดูหนังร่วมกับคนรักของคุณ เรื่องนี้เหมาะสมมากๆ รวมถึงคนโสดคนไหนที่ต้องการตอกย้ำในความโสดของคุณ เรื่องนี้อาจเป็นอีกเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกเหม็นในความรักเพิ่มขึ้น

รีวิวหนัง, Comedy

รีวิวหนัง: Sunny

หนังดราม่าแอบขำ ที่เหมาะกับการดูพร้อมเพื่อนฝูง(ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มเพื่อนสาว ยิ่งเหมาะ) มานัดเจอคนที่เราไม่เคยเจอกันมายาวนาน เพื่อดูหนังรำลึกความหลังร่วมกัน.. ได้ความยิ้ม อิ่มอุ่นใจ และได้ความซึ้งในช่วงท้าย ตามสไตล์หนังญี่ปุ่น

ทีมนักแสดงนำทั้งสองรุ่น แสดงออกความเป็นเพื่อนได้น่าเชื่อมากๆ และตรงนี้แหละ มันทำให้หนังสื่อ ความสำคัญของเพื่อน ได้ดีงามจริงๆ

ถ้าใครชอบหนังแนวทางนี้ ถือเป็นโปรแกรมที่ไม่น่าพลาดเลยนะ

Action

รีวิวหนัง: The Umbrella Academy Season 1

เมื่อโลกใบนี้มีเด็กที่มีพรสวรรค์และพลัง Sir Reginald Hargreeves ได้รับเลี้ยงเด็กทั้ง 6 คน และก่อตั้งทีมซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีชื่อว่า The Umbrella Academy เพื่อปราบปรามอาชญากรรมและเหล่าร้าย… 17 ปีต่อมา Sir Reginald Hargreeves ได้เสียชีวิตลง และทุกคนจึงมารวมตัวกันอีกครั้ง และต้องเผชิญกับศาลจากอนาคตที่ในอีก 8 วันโลกจะถึงการกัลปาวสาน มีเพียงเหล่า The Umbrella Academy ที่สามารถหยุดมหันตภัยครั้งนี้ได้!!!

เรื่องนี้คือ Original Netflix ที่ดีอีกเรื่องเลย เป็นซุปเปอร์ฮีโร่สายดาร์ค ที่เล่าออกมาได้สนุก บ้าบอ และตัวละครที่น่าติดตามเอาใจช่วย เพลงประกอบในเรื่องคือดี ตัวร้ายในเรื่องก็ทำออกมาได้อย่างมีมิติ และตัวละครลิงอย่าง Pogo ที่เป็นตัวละคร CG ทำออกมาได้อย่างเหมือนใช้ได้เลย เรื่องนี้มีปมตัวละครค่อนข้างเยอะนะ แต่ก็เล่าออกมาได้ดีเลย ตอนแรกๆของซีชั่นมันจะหน่วงๆนิดหนึ่งเพราะต้องเล่าปูมหลังของแต่ละคน พอถึงตอนท้ายกลับยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้เชียร์ให้ไปดู NETFLIX ONLY เท่านั้น!!!

Animation, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: How To Train Your Dragon 3

ปิดไตรภาคอย่างงดงาม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสัมผัสได้ถึงความ “เพลย์เซฟ” แบบหนังคนแสดงหรือหนังแอนิเมชั่นหลาย ๆ เรื่อง ถึงกระนั้นตัวงานก็ยังตอบโจทย์ได้ดีทางด้านความบันเทิง ความตลกขบขัน และความโรแมนติกเล็ก ๆ ดูง่าย ย่อยง่าย ไม่ต้องหวือหวาอะไรมาก งานภาพเองคือเนรมิตได้สวย รายละเอียดบนใบหน้าตัวละครอย่างขนนี่ชัดมาก ฉากไหนต้องการโชว์สีสันให้ว้าวก็ว้าวจริงจัง สิ่งที่โดดเด่น + น่ารักน่ากอดน่าฟัดที่สุดคือพาร์ตการสานสัมพันธ์ของเจ้า “เขี้ยวกุด” กับ “เพลิงนิลขาว” ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้ชวนยิ้มไปกับทั้งคู่ อีกอย่างคือการโฟกัสจุดนี้ช่วยเสริมความสดใหม่ให้ตัวหนังได้เยอะอยู่ทีเดียว เพราะส่วนหนึ่งมันคือจุดพาเราแล่นไปตามพล็อตหลักด้วย ทว่าจุดอื่นนั้นออกไปทางเฉย ๆ เสียมากกว่า ตัวร้ายก็มาสไตล์แบน ๆ จนอยากก่ายหน้าผากเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ใครตามแฟรนไชส์นี้มาอยู่แล้วก็ควรรับชมภาคจบนะครับ เชื่อว่าจะยังคงพาคุณประทับใจเช่นเคย ส่วนใครไม่เคยดูแต่อยากหาอะไรบันเทิง ๆ ที่ย่อยง่าย ๆ เนี่ยส่วนตัวแล้วถือว่าโอเคเลย แต่คงมีปัญหาเรื่องตัวละครเล็กน้อยไปจนถึงมากอยู่

Animation, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: The LEGO Movie 2

การกลับมาสานต่อเรื่องราวครั้งใหม่ที่คราวนี้โดดเด่นด้วยความสร้างสรรค์ทางงานภาพกับการเนรมิตตัวละครพร้อมสถานการณ์เป็นหลักมากกว่าเนื้อหาซึ่งว่ากันตามตรงแล้วสัมผัสได้ถึงความเบาบางกว่าเดิมชัดเจนแม้จะเล่นท่ายากให้อะไร ๆ ซับซ้อนขึ้นก็ตาม มิติตัวละครค่อนข้างตื้นเขิน ตัวละครเก่า ๆ ยังพอเข้าใจ แต่สำหรับตัวใหม่ ๆ แล้วนั้นไม่ค่อยมีน้ำมีเนื้อเสียเท่าไหร่ยกเว้นเอกลักษณ์ต่าง ๆ อันชวนติดตา ผลพวงเลยไม่ได้ตราตรึงนักขณะรับชม แต่ก็ยอมรับว่าความพยายามครีเอตฉากชวนเหวอชวนฮานั้นไม่เสียเปล่า มีอะไรแบบนี้แทบตลอดท้งเรื่องแม้ด้านหลังจะมุกค่อนข้างเฉพาะกลุ่มมากจนขำไม่เต็มปากก็ตามที ใครที่ไม่ค่อยรู้เรื่องป๊อปคัลเจอร์คงมีมึนกับการอ้างอิงนู่นนี่นั่น ทว่าก็ยังดีที่ยังมีมุกสากลอยู่เยอะเหมือนกัน ถ้าถามว่าการรอคอย 5 ปีสำหรับหนังภาคต่อเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้เต็มปากเต็มคำไหม คำตอบคือ “ไม่” แต่มันก็ยังตอบโจทย์ความบันเทิงได้ค่อนข้างดีถึงด้านอื่นจะถูกลดทอนไปจนน่าตกใจก็ตามที สำหรับด้านพากย์เสียงนี่หายห่วง แต่ละคนยังท็อปฟอร์มเช่นเคย

รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: If Beale Street Could Talk

ผลงานล่าสุดของ “แบร์รี่ เจนกินส์” เจ้าของรางวัลออสการ์จาก “Moonlight” ที่การกลับมาของเขาครั้งนี้ยังคงลายเซ็นความ “อ่อนโยน” ในการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความเฉียบคมนั้นถูกบั่นทอนลงไปเล็กน้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงแรก ๆ นี่มีตอนนึงที่แทบไม่ต่างอะไรกับฉากบางฉากในละครของช่องหลากสี และมันดูหลุดที่หลุดทางไปหมด พอพ้นฉากนั้นคือลื่นละ สายสัมพันธ์ของพระ-นางนี่น่ารักหอมหวานไม่ต่างกับน้ำผึ้ง และการแสดงคืออย่างปังในขณะที่ไม่เล่นท่ายากเยอะ ทั้งเรื่องมาในทิศทางปลอบโยนคนดูแม้สถานการณ์จะสาหัสขนาดไหนก็ตาม อีกทั้งยังสามารถคง “ธีม” ไว้ได้ด้วยวิสัยทัศน์แบบนี้ ส่วนด้านงานภาพนี่จริง ๆ ก็ยังสวยแหละ แต่มันไม่ได้แฝงอะไรเด่น ๆ ไว้ได้อย่าง “Moonlight” แล้ว เชิงสัญลักษณ์อะไรคือจะเรียกว่าแทบหายแว่บไปเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม เฮียแกยังเก่งด้านตัวละครตามเดิมแหละ ส่วนการหาทางออกอะไรต่าง ๆ กับสถานการณ์นี่รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะหลวม ๆ ลงไปอยู่หน่อย กระนั้นผมก็ยังแนะนำให้ได้ชมกันครับ