Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Horror

รีวิวหนัง: The Curse of The Weeping Woman

ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ใช้ “ตุ้งแช่” ได้มีประสิทธิภาพเยอะมากเรื่องหนึ่งถึงมุมกล้องกับการสร้างบรรยากาศหลอน ๆ นั้นออกไปทางธรรมดาเสียมากกว่า และแม้อย่างแรกจะใช้ดีขนาดไหน ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีอะไรให้จดจำนักนอกจากการออกแบบตัวละคร “หญิงร่ำไห้” กับการที่เรื่องนี้อยู่ในจักรวาลเดียวกันกับ “The Conjuring” ก็เลยเหมือนนั่งดูเก็บเรื่องนี้เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างไปซะอย่างนั้น บทก็ตื้นเขิน ตลอดทั้งเรื่องคือแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากเจอเหตุการณ์หลอน ๆ วนไปวนมาซึ่งแน่นอนว่ามันกระทบต่อตัวละครด้วย จะเรียกว่ามิติแบนกันหมดแม้แต่ตัวเอกก็ว่าได้

ปัญหาที่ค่อนข้างสาหัสหนีไม่พ้นความ “คลิเช่” ตามสูตรหนังประเภทนี้ที่ต้องมีตัวละครทำอะไรแบบนั้นเป๊ะ ๆ เหมือนหลาย ๆ เรื่องในประเภทเดียวกัน มันกลายเป็นความจำเจซึ่งไม่ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับเรื่องราวไปเลย มาแบบเดาได้ว่าต้องเจอะไรเป็นยังไง ค่อนข้างเสียดายวัตถุดิบความเฮี้ยน กระนั้นตัวงานก็ยังทำหน้าที่ได้โอเคอยู่สำหรับการบีบคั้นก่อนจัดตุ้งแช่ให้ ช่วงแรก ๆ กับองก์สองเล่นโหดอยู่ พอไปเล่นใหญ่ในไคลแมกซ์นี่ดันพังกว่าเดิม แทบไม่ต่างกับ “The Conjuring 2″, “The Nun” ฯลฯ ฟีลเหมือนสู้กับบอสใหญ่ในเกม RPG สายดาร์คแฟนตาซี ความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Under the Silver Lake

หนังไล่ล่าปริศนาเรื่องใหม่โดยฝีมือผู้กำกับ/เขียนบท “It Follows” ที่คราวนี้เล่นท่ายากกว่าด้วยการเนรมิตอะไรแปลก ๆ ยิ่งกว่าเก่า ของหลุดโลกคือเยอะมาก เยอะไม่พอ ชวนเหวอเพิ่มเข้าไปอีกต่างหาก และยังมีกลิ่นอายจากเรื่องเก่าอยู่ในบางช่วงประดุจเป็นลายเซ็นไปแล้ว น่าประหลาดใจกว่าคือความชวนสะพรึงที่พัฒนาขึ้นมาชัดเจน รู้สึกกลัวจริง ๆ ในช่วงที่มีอะไรแบบนี้

สำหรับตัวบทกับวัสัยทัศน์สายลอย… เอ้ย! สายสร้างสรรค์คราวนี้เหมือนทำไปงงไปถึงจะเดินเรื่องน่าติดตามตลอด มันงงทั้งเรื่องอะ แต่ตรึงตาตรึงใจทั้งเรื่องเช่นกัน แปลก ๆ ดี ดูไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจแหละว่าจะสื่ออะไร มีการเสียดสีสังคมชัดเจนในพอพ้่นช่วงแรก และเล่นแรงซะด้วย ดูไปก็นึกถึง “Us” ถึงมันจะคนละทางโดยสิ้นเชิญก็เถอะ สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างหนักหน่วงหนีไม่พ้นเรื่องไม่ชัดเจนต่อสารที่ต้องการสื่อกับคนดู อารมณ์คล้ายเคียงกับการอยากใส่อะไรก็ใส่ แต่ยังมีการจัดวางอะไรที่ดี มีความปะติดปะต่อกันในฉากต่าง ๆ พวกปริศนาก็น่าสนใจ การแสดงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่ “แอนดรูว์ การ์ฟิลด์” เล่นแซ่บระดับเข้าชิงรางวัลได้อีกแล้ว พี่นี่อย่างสุด

ถ้ากล่าให้โดยรวมแล้วมันก็ได้ทั้งกับคนดูหนังจริงจังกับคนดูทั่วไปนะ ติดเรื่องสารของหนังเนี่ยแหละ สายแรกจะโอเคกว่า ส่วนข้างหลังคงมีเกาหัวแกรก ๆ หลังหนังจบ หรือแม้แต่ขณะรับชม ยังไงผมก็การันตีแหละว่ามันเอนเตอร์เทนเราอยู่ตลอด ไม่มีช่วงน่าเบื่อ

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Romantic

รีวิวหนัง: FIVE FEET APART

หวานล้นจอจนเลี่ยนเป็นระยะ ๆ แล้วบอกเลยว่าช่วงแรกตัวละครพระเอกเนี่ยน่าจับมาสั่งสอนเหลือเกินกับการเป็นพวกหัวแหกขนบนู่นนี่นั่น เวลาได้ยินคำพูดอะไรบางอย่างละอยากเอามือก่ายหน้าผาก ต้องใช้เวลาให้คุณพี่เขาปรับสภาพไปเรื่อย ๆ ตามเรื่องจนรู้สึกโอเคด้วย จริง ๆ ชอบบทนะ แต่กำกับแบบไหลเอื่อย ๆ ไปแทบตลอดเลย โดดเด่นจริงจังก็ดราม่าช่วงท้ายที่พาอินดี ด้านตัวละครเองก็สร้างสรรค์ออกมาดี (ยกเว้นคนข้างต้น) มีเสน่ห์ชวนหลงรักกันแทบทุกคนเลย โดยเฉพาะตัวสมทบอย่าง “บาร์บ” ถึงนางจะออกน้อย ทว่าเปล่งพลังออกมาเยอะมาก แทบไม่ต่างกับตัวขโมยซีน ภาพหนังโดยรวมออกมาทางเซอร์วิสสาว ๆ เสียมากกว่า เพราะมันมาในทิศทางหวานแหววกับรักในโลกแห่งฝันระดับ 100% ยังดีที่ยังสามารถรักษากราฟได้อื่นได้ ผลพวงเลยไม่ถึงกับประดุจดูดน้ำหวานอันอุดมไปด้วยน้ำตาลล้วน ๆ พาร์ตที่ชวนน่าประหลาดใจไม่น้อยคือการเอาประเด็นบางอย่างมาขยี้นี่แหละ ขยี้ได้ระดับ 8 เต็ม 10 เลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีปัญหาอย่างหนักกับการเดินเรื่องและความรักซึ่งยังดูปลอม ๆ พ่วงด้วยความสัมพันธ์แสนฉับไวจนไม่ได้ และฝั่งสมทบบางคนก็มีปัญหาหนักอยู่เหมือนกัน หนังเกือบ 2 ชั่วโมงแต่เล่าเหมือนหนัง 1 ชั่วโมงครึ่งที่ไม่ปูฐานอะไรให้เรียบร้อยก่อน เอาง่าย ๆ ก็เหมือนมันเร่ง ๆ ให้จบทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มันออกจะช้าด้วยซ้ำไป

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Hellboy

เปิดเรื่องมาอย่างสวยงามและเปี่ยมสไตล์ในฉากยุคมืดที่ใช้ภาพขาวดำพร้อมเพิ่มสีเข้าไปซึ่งสื่อสารออกมาได้ตรึงตราตรึงใจ แต่หลังจากนั้นความตรึงตาตรึงใจมันพังลงไปหมดแทบทันทีเมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน มิหนำซ้ำอารมณ์ตอนดูก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหนังประมาณ 10 – 20 ปีที่แล้ว อะไรที่คุณเคยเห็นในยุคนั้น ภาพยนตร์ฮีโร่จากนรกเรื่องนี้จัดให้เต็มประดุจเป็นไทม์แมชชีนให้เลย ตัว CG เองก็ไปเสริมด้านนี้เข้าไปอีก ถ้าไม่มีงบก็อย่าฝืนทำเลย ปลอมหลายฉากจนอยากก่ายหน้าผาก จะเข้าปี 2020 อยู่แล้วแต่คุณภาพได้แค่นี้มันคืออะไร หนังตัวเองก็หนังใหญ่เสียเปล่า คอสตูมบางส่วนนี่อย่างกับหลุดมาจากอะไรไม่รู้่ซึ่งมันเชยไปแล้ว เห็นแล้วตลกแทน แถมดูราคาถูกไปเสียด้วยซ้ำ จะบอกว่าเสื้อผ้ามาทางนี้เพื่อเสริมความตลกก็พูดได้นะ ประเด็นคือมันไม่เวิร์ค มันเลยกลายเป็นไปเสริมความพังแทน แต่ถ้าถามว่าตัวมุกคำพูดอะไรเนี่ยมันโอเคไหม ตรงนี้มันโอเคเลยแหละ ขำอยู่หลายช่วงถึงบางทีจะแลดูพยายามเกินจนไม่จำก็เถอะ

เข้าเรื่องปัญหาจริง ๆ จัง ๆ หน่อย หนังมันล้นไปหมดระดับ 100/10 คือล้นจนดูไปแล้วหัวร้อนไป ไม่รู้จะเอายังไงกันแน่ ซับพล็อตเยอะอีกต่างหาก กำกับเหมือนเมา ๆ แบ่งภาคแบ่งส่วนไม่ถูก ไปตรงนี้มั่งตรงนี้มั่งจนพางงกับเหตุการณ์เข้าไปอีก น้ำหนักอะไรแทบไม่มี แทบจะมีแต่น้ำ กรอกน้ำจนล้นแก้วไปไม่รู้กี่ล้านรอบ หารากฐานไว้ยึดเหนี่ยวได้ไม่เจอเพราะโดนน้ำกัดเซาะไปหมดแล้ว บางประเด็นที่หยิกจากบทมาถ่ายทอดก็เหมือนจะดีนะ ทว่าวิสัยทัศน์นี่ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ฉากบู๊นี่ถ่ายทำอย่ากับงบไม่มีหลายฉาก ปัญหาเฟรมเรตภาพแบบที่พบได้ทั่วไปในหนังจีนก็มา ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ตัวร้ายนี่ยิ่งไม่มีอะไรเลย เหมือนเอาเจ่เจ้ “มิลล่า” มาร่ายเสน่ห์สายโหดไปเรื่อย ๆ ส่วนความโหดคือเข้าใจว่าอยากโหดเลือดสาดเห็นเนื้อเห็นหนังเห็นชิ้นเห็นส่วน แต่มันไม่มีความพอดีไปเสียงั้น เห็นไปนาน ๆ เข้าเริ่มกลายเป็นเซ็งกับภาพตรงหน้าแทน ไม่ได้รู้สึกสาแก่ใจหรือสะพรึงอะไรใด ๆ แม้แต่นิด ใช้วัตถุดิบผิดที่ผิดทางไปไกลโขเหลือหลาย ถ้าไม่มีนักแสดงมากฝีมือช่วยไว้นี่ดิ่งกว่านี้แน่นอน 100%

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Shazam

Intro : ออกจากโรงหนังมาคำแรกที่พูดกับแฟนคือ ธรรมดา ธรรมดามาก รู้สึกไม่แปลกใหม่ หรือสึกไม่ตื่นเต้น
รุ้สึกว่ามันจะเอายังไงกันแน่กับฮีโร่ตัวนี้ พลังก็เดิมๆ ไม่ค่อยต่างจาก superman ชุดก็ไม่เท่ หรือ หนังจะออกแนวฮาๆก็ไม่ฮามากสะงั้น จะออกแนวจริงจังนี้แทบจะไม่ได้เลย
จะออกแนวดราม่าครอบครัวก็ดีน่ะ จนจบเรื่องก็หยังรู้สึกธรรมดา
.
.
🎥Story : เรื่องราวของ บิลลี่ เด็กหนุ่มอายุ 14 ที่ต้องการตามหาแม่ของตัวเองที่ต้องจากกันตั้งแต่ยังเด็กมาก จนเขามีเหตุทำให้ต้องมาอาศัยที่บ้านเด็กกำพร้า และหลังจากนั้นก็มีพ่อมดเรียกเขาไปอีกมิติหนึงและมอบพลังให้กับเขาเพื่อต่อสู่กับ บาปทั้ง 7 และค้นหาพลังของตัวเอง
.
.
📟ความประทับใจ : เป็นหนัง DC อีกเรื่องที่ทำดี และโอเครมาก หนังไม่ WTF เนื้อเรื่องการดำเนินเรื่องสมเหตุสมผล
ไม่แบบ แม่ชื่อ มาท่า หรือ อยุ่ดีดีก็ตัดมาฉากนี้แบบงงๆ
ดำเนินเรื่องเข้าใจและไม่สับสน 
.
.
📽️ความผิดหวัง : หนังดำเนินเรื่องช้าและวนอยุ่แต่แบบเดิมๆ
กว่าจะรู้ว่าตัวเองมีพลังอะไรก็ จบเรื่อง เหมื่อนหนังเรื่องนี้ถ้าเทียบความฮากับฮีโร่มาเวลตนไหนผมว่า spiderman อะ ก็ฮาดีบางฉากและเป็นหนังวัยรุ่นดีเรื่องนี้ แต่ก็น่ะ เดิมๆ
พอจะเดาได้หลายๆฉาก
.
.
😀สรุป : ถึงมันจะ ธรรมดา เดิมๆ แต่หนังมันก็สนุกดีดำเนินเรื่องหน้าสนใจถึงจะช้าก็เถอะ แต่โดยรวมก็ทำดีน่ะเรื่องนี้

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Comedy

รีวิวหนัง: สิ้น 3 ต่อน

เกือบตามรอย “ขุนบันลือ” ไปแล้วเชียว อีกเพียงไม่กี่ก้าวจริง ๆ สำหรับงานตลกเรื่องใหม่ภายใต้ฝีมือกำกับของ “พี่หม่ำ” ครั้งนี้ปรับปรุงตัวขึ้น ทำงานลงรอยขึ้น เหมือนพอไม่ได้อะไรใหญ่โตแบบคราวก่อนแล้วประดุจคล่องมือขึ้นก็ว่าได้ แต่มันก็มุกแบบอยากใส่อะไรก็ใส่เดิม ๆ ตามสูตรน่ะแหละ แป๊กก็เยอะ ใส่เสียงสไตล์ “สามช่า” ก็แทบไม่ช่วยอะไรขึ้นมา มิหนำซ้ำยังกลายเป็นล้นเข้าไปอีก ย้อนกลับไปเรื่องมุกหน่อย คือก็เข้าใจแหละว่าอยากทะลึ่งตึงตังในจุดนั้น ๆ แต่พอตัวละครมันไม่มีคอมมอนเซนส์แล้วปล่อยอะไรแบบนั้นออกมาเนี่ยมันกลายเป็นหงุดหงิดแทนกับการพูดการจาที่คนทั่วไปเขาไม่พูดกัน จริง ๆ ใช่ว่าเป็นหนังตลกแล้วมันจะสร้างสถานการณ์ยังไงก็ได้ หลักความเป็นจริงมันก็ยังสำคัญมากในการเป็นฐานสร้างเสียงหัวเราะ ไม่ใช่จะให้เป็นอะไรได้ดั่งใจไปหมดแบบไม่คำนึกถึงหลักการณ์อะไรเลย นี่ยังไม่นับถึงด้านอื่นนอกจากเรื่องใต้สะดือ

ส่วนเนื้อหารักสามเส้านี่ไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่นอกจากใส่มุกเกี่ยวกับด้านนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งมันเริ่มซับซ้อนขึ้นในช่วงครึ่งหลังซึ่งมีชั้นมีเชิงมากขึ้นถึงจะไม่ได้พีคหรือยกระดับหนังไปไกลอะไรเบอร์นั้น เอาจริง ๆ มันมีอะไรไม่เมคเซนส์ขั้นสุดอยู่ด้วย และความน่าติดตามมันแทบไม่มีเลย เดินเรื่องไปก็เจออะไรแป๊ก ๆ ไปแทบตลอดอีก บาดแผลเลยหนักกว่าเดิม ที่แน่ ๆ นักแสดงคืองานดี แต่ละคนปังจริงอะไรจริง เสน่ห์ล้นจอ เป็นฝ่ายแบกหนังที่แท้ทรู

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Comedy

รีวิวหนัง: Greta

ผู้กำกับ “นีล จอร์แดน” นี่พอจะเชือดคนดูนี่ก็เล่นซะอย่างเหี้ยม จังหวะตุ้งแช่นี่แรงใช่ย่อย การแสดงของ “อิซาเบลล์ อูแปร์” โหมดจิต ๆ นี่ก็ยังเปี่ยมด้วยลายเซ็นไม่แปรเปลี่ยนนับตั้งแต่ “Elle” แถมยังเล่นซะหลอนป้าไปด้วยเลยเนี่ย ยอมรับเลยว่าระหว่างดูนี่กลัวจริง ๆ เฮี้ยนยิ่งกว่า “ผี” หรือ “ปีศาจ” ในหนังสยองขวัญหลาย ๆ เรื่องเสียด้วยซ้ำ สำหรับน้อง “โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์” นี่ก็ตามมาตรฐาน จริง ๆ รู้สึกว่าซีนอารมณ์กลัวนี่เล่นสมจริงกว่าบางช่วงที่ใช้อารมณ์ธรรมดา ๆ หรือโกรธด้วยซ้ำ อย่างแรกนี่สัมผัสความสะพรึงได้ระดับแท้เลย แอดมินเองก็จะทำหน้าตามนางแล้ว

ส่วนตัวหนังเนี่ย หากวัดตามเกรดภาพยนตร์ “ระทึกขวัญ” ด้วยกันแล้ว มันไม่ได้ถึงกับว้าวหรือแปลกใหม่อะไรนะ เพราะมันยังอุดมด้วยอะไรเดิม ๆ ที่เราเห็นกัน ทว่าโดดเด่นเรื่องตัวละครเป็นพิเศษ จะเรียกว่าเป็นตัวชูโรงก็ว่าได้ กระนั้นสถานการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องสุดบ้า + เดือด + ระทึกก็ช่วยยกระดับอะไรไปเยอะอยู่เหมือนกัน หายใจไม่ทั่วท้องกับกดดันอยู่เป็นช่วง ๆ พอเข้าโหมดฉากธรรมดา ๆ นี่ไม่มีอะไรเท่าไหร่ พวกปมนู่นนี่นั่นก็ไปไม่สุด ประสิทธิภาพด้านเนื้อหาค่อนข้างครึ่ง ๆ กลางหากพูดตามตรง มิหนำซ้ำยังกลายเป็นเหมือนส่วนเกินอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม หากคุณหาหนังระทึกขวัญอยู่ล่ะก็ ผมเชื่อว่า “Greta” ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียวแหละ ถือว่าทำงานแบบรู้งานว่าตัวเองทำหนังระทึกขวัญอยู่นะ เพราะสร้างสรรค์ฉากออกมาชวนเสียวและเอาใจช่วยตัวละครดี

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Gloria Bell

ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับ “A Fantastic Woman” ซึ่งยังคงเน้นให้ “ตัวละคร” กับ “การแสดง” ขับเคลื่อนเรื่องราวเช่นเดิม แต่สำหรับเรื่องนี้นั้นตัวพล็อตบทกับแก่นหลักค่อนข้างเบาบาง เหมือนค่อย ๆ สอดส่องชีวิตตัวละครไปเรื่อย ๆ เสียมากกว่า นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง “จูลีแอนน์ มัวร์” ผู้รับบท “กลอเรีย” จึงแบกหนังไว้เยอะมาก นางปล่อยของทุกอย่างเพื่อเรื่องนี้จริง ๆ อีกอย่างคือไหลลื่นไม่มีสะดุดทุกอารมณ์ ด้านนี้ไม่ต่างกับไม้ตายของเรื่องเลยทีเดียว และแน่นอนว่าคุณจะรู้สึกผูกพันธ์ไปกับเธอตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแน่นอน ตัวนางเอกเองนั้นก็ยังมีมิติซับซ้อนถึงวิสัยทัศน์การถ่ายทอดจะดูเหมือนเธอไม่ค่อยมีอะไรเสียเท่าไหร่ ทว่าทุกอย่างมันซ่อนอยู่ในการกระทำ + การแสดงอารมณ์ และแววตาของเธอ รายละเอียดยิบย่อยพวกนี้มีให้ศึกษากันตลอดเรื่อง ไม่ต้องห่วงโมเมนต์ที่ไม่มีอะไรชวนตรึงบนจอยกเว้นเรื่องบทซึ่งยังอ่อนแรงไปเมื่อเทียบกับแขนงอื่น ๆ ใครชอบงานเน้นตัวละครกับการแสดงนี่การันตีว่าโดนแน่นอน ส่วนสายอื่นอาจต้องใช้เวลาจูนเสียหน่อย

ตัวอย่างภาพยนตร์ –

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Horror

รีวิวหนัง: Cadaver

เป็นหนังสยองขวัญที่เล่นกับบรรยากาศและสถานที่ได้น่าพอใจระดับหนึ่ง การเลือกใช้มุมกล้องก็สร้างความชวนเสียวว่าอะไรจะโผล่มาได้อยู่เหมือนกัน เรียกได้ว่าคอยบีบเราขณะดูอยู่เรื่อย ๆ แต่แกนหลักในขับความชวนสะพรึงนี่จะเรียกว่าสอบตกไปก็ได้ เพราะแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากชวนตกใจกับโผล่มาให้เห็นชัด ๆ ทว่าขาดความชวนปิดตากับภาพที่เห็น เหมือนนั่งดูปีศาจร้ายโชว์พลังกับหลอกไปเล่น ๆ เสียมากกว่า ไคลแมกซ์ก็เล่นท่าง่ายจนน่าตกใจ ไม่เบา สำหรับตัวบทเนี่ยมันโอเคในเรื่องอดีตของนางเอกกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญนะ เข้าใจใช้การเชื่อมโยงแล้วพาทุกอย่างไปบรรจบในช่วงท้าย กระนั้นก็ยังขาดภาคส่วนอื่น ๆ ไปเยอะโดยเฉพาะ “ฮันนาห์” ซึ่งเป็นตัวสำคัญมากในเรื่องด้วยนี่แหละ ตัวรอง ๆ ลงไปอีกยิ่งไม่ต้องถามถึงถึงจะสัมผัสความสัมพันธ์ได้อะไรก็ก็ตามที มิหนำซ้ำความคลิเช่ตามสูตรนี่จัดเต็ม กล่าวสรุปง่าย ๆ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ตามแนวหนังของตัวเองเท่าที่ควรจะเป็นแม้ด้านอื่น ๆ จะตกม้าตายไปเสียเยอะ ยังดีที่นักแสดงช่วยไว้อยู่ พวกเขาคือทีมแบกของจริงในเรื่องนี้

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Captive State

งานนี้ “Rupert Wyatt” ผู้ที่เคยฝากผลงานชั้นดีไว้อย่าง “Rise of the Planet of the Apes” มือตกลงไปชัดเจนมาก การโฟกัสเรื่องราวมันสะเปะสะปะไปแทบหมดในขณะที่จุดหลักของมันคือภารกิจซึ่งมันก็เดินเรื่องด้วยแบบนี้ตลอดอยู่แล้ว แต่เกลี่ยบทได้เหมือนกำลังมึน ๆ ขณะทำ ตัวละครจึงจืดชืดไปด้วย ตัวรอง ๆ อย่างเยอะแล้วสุดท้ายก็แทบไม่ได้เข้าถึงพวกเขาเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่พยุงหนังไว้คือนักแสดง ส่วนที่แบกมากถึงมากที่สุดนั้นหนีไม่พ้น “ดนตรีประกอบ” ของ “Rob Simonsen” นี่แหละ สกอร์บีบระดับคุมอยู่ทุกสถานการณ์จนเดือดดาลไปกับฉากอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้าพูดภาพรวมแล้วมันออกมาในงาน “เชิงทดลอง” เลยนะเท่าที่ตัวเองรู้สึก ออกไปทางเน้นโชว์สไตล์เสียมากกว่าจากที่สังเกตการถ่ายทำ + ถ่ายทอด แต่พอเน้นอย่างนั้นจัดจนแขนงอื่นตกหล่นมันก็เลยกลายเป็นเฉย ๆ ไปกับหนังถึงจะพยายาม “แตกต่าง” ขนาดไหนก็เถอะ ยังดีที่มีลูกเล่นเรื่องการเมืองกับปฏิวัติมาเสริมฐานให้แข็งแกร่งได้บ้าง จริง ๆ ก็ดูได้เพลิน ๆ กับเรื่องราวอันไหลไปเรื่อย ๆ ประดุจไม่มีจุดหมายเป็นชิ้นเป็นอันซึ่งโดนอันนี้ทำลายความตรึงตราตรึงใจไปอยู่เยอะเหมือนกัน ทว่าต้องเพ่งสมาธิอย่างมากกับตัวละครไม่งั้นจะหลุดไปเลยว่าใครเป็นใครเพราะตัวหลักเอาไปกินหมด