Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Comedy

รีวิวหนัง: Parasite ชนชั้นปรสิต

พี่เกาท็อปฟอร์มอีกแล้ว ท็อประดับทะลุปรอต นี่ไม่ใช่แค่หนังตลกร้ายระหว่างชนชั้นธรรมดา ๆ แต่มันเหนือกว่านั้นมากด้วยการกำกับชนิดที่ไปสุดทุกทาง สมราคาที่ชนะรางวัลปาล์มทองคำมาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ปกติหนังชนะรางวัลนี้ไม่ใ่ชหนังดูง่าย ๆ ด้วยนะ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ ตัวหนังมีทั้งความลึกและความบันเทิงเข้าใจง่าย ๆ ตลอดเรื่อง ครึ่งแรกคือความหรรษาตลกร้ายบ้า ๆ ที่มุกจัดว่าเด็ดจริงกับการเข้าไปสิงสู่ในบ้านคนรวย อานิสงส์อย่างหนึ่งคือตัวละครด้วย แต่ละคนมีคาแร็คเตอร์โดดเด่นน่าค้นหาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ตัวรอง ๆ ครึ่งหลังคือการพลิกเข้าด้านมืดซึ่งไม่ได้ทำลายความลื่นไหลไปเลย มันกลมกล่อมเข้ากันพอดีเป๊ะ ช่วงไหนจะบีบจะลุ้นก็เล่นซะอึดอัดไปหมด เล่นกับสถานที่ได้ดีอีกต่างหาก รู้งานทุกภาคส่วน และแน่นอนว่าภาพสะท้อนของชนชั้นระหว่างคนที่ต้องดิ้นรนกับคนที่รวยอยู่สบาย ๆ นี่อย่างเฉียบด้วยการเล่นกับประเด็นนี้จากการใช้สถานการณ์นู่นนี่นั่นมาเติมเต็มประเด็นพร้อมจิกกัดกันแบบให้ตายไปข้าง ดูจบประดุจดั่งขึ้นสวรรค์และตลกนรกไปในเวลาเดียวกัน เรื่องการแสดงนี่ไม่ต้องถาม งานแจ่มกันทุกท่าน บอกเลยว่าห้ามพลาดเรื่องนี้เป็นอันขาด ไม่งั้นได้เสียใจแน่ ๆ ตอบโจทย์ด้านตลกและระทึกขวัญได้เต็มขั้นขนาดนี้จะไม่ดูได้ยังไง

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: The Current War

เสียดายของกับดาราเบอร์ใหญ่​ งานสร้าง​ พร้อมคอสตูม​สวย​ ๆ​ จากศตวรรษ​ที่​ 19​ รวมไปถึงเทคนิคงานภาพเก๋​ ๆ​ เปี่ยมสไตล์​ซึ่งมอบความสดใหม่ได้ดีเลย​ ให้สไตล์ยุคปัจจุบัน​มากกว่าอดีตด้วยความหวือหวาแสนสร้างสรรค์​ หนังเล่าไวเป็นความเร็วแสงจนซึมซับอะไร​แทบไม่ได้​​ แถมเส้นเรื่องก็เยอะอีก​ ช่วงแรกนี่ตัดฉับ​ ๆ​ ข้ามไปเหตุการณ์​ต่อไปในระดับที่เกินขีดความสามารถ​การรับสารของผู้ชมไปแล้ว​ ประดุจว่ามันยาวไปเลยหั่น​ ๆ​ ๆ​ ให้มันเหลือแต่นั้น​ ยังดีนะที่พอกลางเรื่องเพิ่มความปรานี​แก่คนดูบ้างถึงด้วยการลดความเร็วลงแต่ก็ยังไปไวอยู่​ดี​ มีการพยายามสร้างความตรึงเครียดกับอารมณ์​ขมขื่นอยู่หลายช่วง​ ทว่าทุกอย่างนั้นแหลกสลายไม่ต่างกับหลอดไฟที่โดยทุบทิ้งด้วยวิสัยทัศน์​กำกับนี่แหละ​ จะดูเอาความรู้​กับเกมวงครามไฟฟ้าอันศักยภาพ​วผุงส่งก็อาจได้ความมึนมาแทนที่​ ตามเนื้อกากันแทบไม่ทัน​ ยังดีที่นักแสดงช่วยพยุงหนังไว้ได้ถึงจะไม่สามารถพาให้มันข้ามเส้นมาตรฐาน​ก็ตามที​

ตัวอย่าง​ภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิว​หนัง: Anna

เหมือนจะมีชั้นเชิงกับการตัดสลับไทม์ไลน์เหมือนตัวพล็อตของเกมระหว่าง​ KGB และ​ CIA แต่จังหวะพิลึกมาก​ มีจุดนึงที่กลายเป็นตลกอย่างไม่ได้ตั้งใจไปเลย​แน่นอนว่ามันมีมุกที่จงใจใส่ไว้อยู่​พอสมควร​ ทว่าเจอผลเสียในช่วงไม่ได้จงใจใส่เอาไว้ไปเสียเยอะ​ เจอพวกเทคนิคแบบหนังสมัยก่อนซึ่งมันตกยุคไปแล้วฉุดลงไปอีกต่างหาก

ตัวละครแบนราบทุกตัวถึงจะพยายามใส่แฟลชแบ็คหรือตัดไปตัดมาขนาดไหน​ ผลพวงมาจากการรีบเล่าอีก​ประดุจหนังยาวหนึ่งชั่วโมงทั้ง​ ๆ​ ที่หนังยาวตั้งเกือบสองชั่วโมง​ เอาเวลาไปเล่าอย่างอื่นจนกระทบเนื้อหาอันควรจะมีไปแทบหมดเลย​ สนิทกันยังไงตอนไหนคือไร้ความชัดเจนและตัวจุดประกายอันน่าเชื่อถือ​​ การแสดงของ​ “ซาช่า​ ลุสส์” ในบท​ “อันนา” แทบไม่ต่างกับท่อนไม้​ หน้าตายมึน​ ๆ​ งง​ ๆ​ แทบทั้งเรื่องไม่ว่าจะอารมณ์ไหนปิดกับนักแสดงสมทบเบอร์​ใหญ่ต่าง​ ๆ​ ซึ่งกล่าว​ได้ว่าแอ็คติ้งนี่กระดูกคนละเบอร์

ฉากบต่อสู้​ก็พอดูได้​ มีไม่เยอะเพราะเน้นปฏิบัติ​การลับ​ ประเด็นคือคิวบู๊ดูจัดวางมาก​ แรงปะทะกับการเคลื่อนไหวเรื่องกายดูปลอมผิดวิสัย​ “ลุค​ เบซง” จนอดคิดไม่ได้ว่าคนอื่นทำให้หรือเปล่า​ งานแป๊ก​แต่อลังการอย่าง​ “Valerian” ยังดูจริงกว่าหลายเท่า

พวกงานสร้าง​ สถานที่​ และเสื้อผ้าคือดี เป็นอาหารตาให้ระหว่างผจญกับการกำกับอันไร้วิญญาณ​ที่ไร้ความตรึงตา​ ดูแล้วไม่รู้​สึกโดนหนังดูดเข้าไปเลย​ มันชวนให้รีบ​ ๆ​ จบไปซะเสียมากกว่าถึงจะไม่ชวนหาวอะไร​ จะบันเทิงก็ไม่บันเทิง

ตัวอย่าง​ภาพยนตร์​

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Horror

รีวิวหนัง Annabelle Comes Home

การกลับมาอีกครั้งของตุ๊กตาเฮี้ยนที่อัพเกรดความอาถรรพ์ไปอีกขั้นด้วยการเล่นใหญ่เล่นโตอัพระดับไป เสียดายกับตัวบทตัวละครที่มาแนวสาระแนไปทั่วอีกแล้วถึงจะมีเหตุมีผลมาเสริมก็เถอะ แต่พอมาคิดหลังดูแล้วก็ไม่เวิร์คอยู่ดี

เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ “แกรี่ ดาวเบอร์แมน” หลังจากเป็นมือปากกาให้เรื่องอื่นอยู่นาน ตัวเขาเองก็เขียนบทให้ภาคนี้เช่นกัน วิสัยทัศน์เล่าเรื่องมีแววอยู่นะ ด้านดราม่าค่อนข้างลงตัว เพียงแค่ขาดการเกลาให้ความหลอนมันพุ่งกว่านี้ ส่วนที่ดีคือการ “บิวด์” บรรยากาศฉากสยอง ยอมรับเลยว่าแกทำได้ดี ฉากนึงเล่นเอาเกร็งไปหมด ทว่าก็มิวายตกม้าตายเรื่อง “ตุ้งแช่” เดิม ๆ เหมือนหนังสยองขวัญเรื่องอื่น ๆ สมัยนี้ ด้านปมกับการหยิบอะไรมาคลายนู่นนี่นั่นก็น่าพอใจอยู่ อย่างไรก็ตาม บิวด์ดีน่ะใช่ แต่ถ้าถามว่า “น่ากลัว” ไหม? บอกเลยว่า “ไม่” ดูจบแล้วก็แทบหายจากหัวไปเลย อาบน้ำนอนหลับได้อย่างสบายใจ

แล้วก็มาตกม้าตายตรงที่กลายเป็นหนังตลกอย่างไม่ได้ตั้งใจไปอีกแล้ว หนังแนวนี้มาเบอร์นี้ช่วงนี้บ่อยเหลือเกิน เติม comedy เข้าไปอีกช่องคงไม่เสียหายอะไร พูดได้ว่าบันเทิงเริงใจกันไปกับของแถม

รวม ๆ แล้วก็พูดไม่ถูกยังไงไม่รู้ เอาเป็นว่ามันบันเทิงอย่างที่กล่าวไว้ละกัน อยากเผาผลาญพลังงานไปกับฉากเกร็ง ๆ บีบคั้นก่อนตุ้งแช่ก็สนองได้อยู่ ส่วนใครอยากได้หนังสยองท็อปฟอร์มนี่คงต้องหลีก แต่ถ้าตามจักรวาล “The Conjuring” อยู่ก็มาเก็บเถอะ มันเหมือนหนังบังคับดูเพื่อปะติดปะต่อจักรวาลเฮี้ยน ๆ (?) นี้

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Rocketman

ไม่ได้อยากจะเทียบเท่าไหร่ แต่เหมือนออกมาตบหน้า “Bohemian Rhapsody” กลางสี่แยก ซึ่งเรื่องหลังเนี่ย “เด็กซ์เตอร์ เฟลทเชอร์” หรือผู้กำกับ “Rocketman” ไปกำกับช่วงท้าย ๆ ให้หลัง “ไบรอัน ซิงเกอร์” โดนเด้งออกจากเก้าอี้ผู้กุมบังเหียน มาคราวนี้เฮียแกจัดเต็มวิสัยทัศน์เพ้อฝันตามคอนเซ็ปต์เรื่องซึ่งมันออกมางดงาม ฉากร้องเพลงที่มีกรผสมผสานเทคนิคพวกหนังเพลงแล้วใส่ความแฟนตาซีเข้าไปคือดีจริง ต่อยอดอารมณ์ของตัวละครและฉากไปได้หลายขั้นเลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีความค่อยเป็นค่อยไปพร้อมลงตัวกว่าเยอะถึงมันจะมีช่วงแบบเร็วปานสายฟ้าแลบจนเหวอไปอยู่เหมือนกัน ที่แน่ ๆ พัฒนการ + ความสัมพันธ์ตัวละครจับต้องได้ชัดเจน ยกเว้นบางโมเมนต์ซึ่งพาเหวอไปอย่างที่กล่าวไว้ แน่นอนว่าการแสดงของ “ทารอน เอเจอร์ตัน” ผู้แจ้งเกิดใน “Kingsman: The Secret Service” ได้ฆ่าภาพลักษณ์สุดติดตาอย่าง “เอ็กซี่” จากแฟรนไชส์คิงส์แมนไปเลย เข้าถึงเฮีย “เอลตัน” ทุกขณะ มีแววเข้าชิงรงาวัลปลายปีนี้ แต่ก็ต้องรอดูกันไป เพราะอนาคตไม่แน่นอน อีกอย่างคือวิสัยทัศน์เล่าเรื่องด้านโชว์อารมณ์ค่อนข้างจะออกมาตามสูตร บางช่วงดูจงใจเกินขอบเขตไปหน่อยด้วย ทารอนเลยดูเกร็ง ๆ ไปบ้าง อย่างไรก็ดี หากพิจารณาการแสดงของเขาโดยรวมแล้ว นี่ถือเป็นการแจ้งเกิดอีกสายการแสดงครับ ยังไม่นับเรื่องร้องเพลงอีกด้วยนะ ความสามารถรอบด้าน

สรุปตัวหนังได้ว่าอิ่มเอมเกือบเต็มทุกอณู จะแซ่บกว่านี้อีกเยอะหากขยายเนื้อหาบางภาคส่วนให้กว้างกว่านี้ แต่อย่างไรก็คุณภาพผ่านมาตรฐาน ใขณะเดียวกันก็บันเทิงเริงใจหายห่วงเรื่องชวนหลับ ถ่ายทอดได้ตรึงตาตรึงใจอยู่แทบตลอด ไม่รู้สึกว่าหนังนานเลย จัดว่าเป็นโปรแกรมม้ามืดสำหรับสัปดาห์นี้ครับ

ตัวอย่างภาพยนตร์ 

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Horror

รีวิวหนัง: Polaroid Movie

ตัวอย่างภาพยนตร์ – https://youtu.be/OrAWqcShINM

ชื่นชมในการกดคนดูก่อน “ตุ้งแช่” นะ ถือว่าได้ผลอยู่หลายช่วง บางช่วงก็เล่นซะโหดมากระดับไม่ทันตั้งตัว ปัญหาเรื่องนี้มีอย่างเดียวคือเล่นกับเสียงดังจนชวนไม่สำราญใจไปซะเยอะอยู่เหมือนกัน เข้าใจแหละว่าอยากให้สะดุ้ง แต่เล่นกับเสียงซะเยอะจนงานมันเสียไปเลย ส่วนดีไซน์ผีนี่ทำได้น่าสะพรึงโอเคเลย เห็นแล้วรู้สึกกลัว ๆ อยู่ มีความชวนผวาเวลาเห็น ตัวเรื่องเองมีแก่นหลักที่ต้องการสื่อซึ่งค่อนข้างดีเมื่อทุกอย่างบรรจบกัน ใช้พล็อตหลักพล็อตรองได้แบบรู้งาน นอกนั้นค่อนไปทางเฉย ๆ เสียมากกว่ายกเว้นการแสดงที่เล่นดีกันทุกคนกับการกำกับที่ถือว่าตรึงความสนใจอยู่กับจอ มันดูมีอะไรอยู่แทบตลอดเพราะวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวนี่แหละ จะมีจงใจเกิน ๆ ไปบ้างโดยเฉพาะด้าน “ความมืด” ของตัวหนังที่มันมืดแทบทุกฉากขนาดในร้านอาหาร อารมณ์ประหยัดไฟแบบไม่มีเงินจ่ายค่าไฟมาเต็มแทบเต็มเรื่อง ยังไม่นับเรื่องการกระทำของ “ผี” เองที่เมื่อพอจับจุดอะไรบางอย่างได้แล้วจะรู้สึกเลยว่า “ตามสูตร” เอาจริง ๆ ตัวหนังมันก็มาตามสูตรอยู่แล้วอะแหละ เอาให้ชัดเจนกว่านี้คือตามสูตรหนังผีทั่วไป ช่วงไคลแมกซ์ยิ่งใช่ มาเบอร์นั้นเลย เซอร์ไพรส์นี่จริง ๆ ก็มีบ้าง คาดเดาเนื้อหายากนะถ้าว่ากันตามตรง รวม ๆ แล้วดูได้ถ้าชอบอะไรกดดัน ตัวงานบันเทิงพอตอบโจทย์คอหนังสายนี้ได้แหละ เพียงแค่มันเป็นเหมือนงานดูเอาเพลิน ๆ ฆ่าเวลาเท่านั้น ไม่ได้พีคหรือแหกขนบอะไรให้ “สิง” อยู่ในใจต่อหลังดูจบ ดันโดนความตามสูตรทำร้ายไปด้วยนี่แหละ ตอนดูกลัวนะ หลังดูคือปกติแล้ว มันไม่สยองติดภาพอย่างที่หนังแนวนี้ควรจะเป็น

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Fantasy

รีวิวหนัง: Aladdin ในระบบ IMAX 3D

ผู้กำกับ “กาย ริตชิย์” ยังคงโดดเด่นด้านสไตล์ความกวนโอ๊ยในเรื่องนี้ซึ่งพบได้ในหลาย ๆ ฉาก โดยเฉพาะยามที่ “จีนี่” ปรากฏบนจอ ตัวเพลงมีความร่วมสมัยมาก ฟังแล้วไม่เหมือนหลุดมาจากหนังสมัยก่อนแม้แต่นิดเดียว แน่นอนว่าทั้งไพเราะและชวนเต้นอีกด้วย โปรดักชั่น ซีจี และคอสตูมก็นับว่าดูดีสมกับทุน ส่วนนอกนั้นทั้งเนื้อหากับการกำกับดูออกจะเล่นท่าง่ายแบบเน้นบันเทิงเป็นหลักไปเสียเยอะจน “สาร” ของหนังแท้ ๆ นี่โดนลดทอนไปเยอะมากถึงจะรับรู้อยู่แทบตลอดแหละว่า “แก่น” ของมันคืออะไร

การเกลี่ยบทมีปัญหาชัดเจนระหว่างฝั่ง “ตัวดี” “ตัวร้าย” และ “ตัวรอง” สองอย่างหลังแทบจะแบนเป็นทุ่งนาไปแล้ว ตัวละครวายร้ายอย่าง “จาฟาร์” นี่เหมือนเอามาทำหน้าขึง ๆ ขัง ๆ กับพูดนู่นนี่นั่นร้าย ๆ เข้าว่าซึ่งก็หากให้พูดตามตรงก็ไม่ได้รู้สึกว่าพี่แกน่ากลัวอะไรเลย มิหนำซ้ำยังแลดูตกยุคตามรอย “Dumbo” ไปอีก ยังดีที่แกยังพอมีดีกว่าหน่อย สำหรับตัวละครเสริมแต่ละคนนี่ประดุจว่าเหมือนจะมีอะไรให้พอใช้ขับเคลื่อนได้บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ต่างกับมาเข้าฉากให้มันพอมี “ความขัดแย้ง” กับตัวละครอีกฝ่ายเท่านั้น ไม่มีอะไรจะกล่าวกับตัวดีหรือตัวเอกเท่าไหร่เพราะมันก็ดีตามมาตรฐานแหละ

รวม ๆ แล้วได้ความเอนเตอร์เทนในระดับที่น่าพอใจ ทว่าไม่ตราตรึงใจเท่าที่ควร เหมือนงานไว้ดูฆ่าเวลาเสียมากกว่า เฮีย “วิลล์ สมิธ” เสิร์ฟความติ๊งต๊องผสมความน่ารักได้ลงตัวสุด ๆ เชื่อว่าคุณจะหลงรักเฮียในโหมดนี้แน่นอน ขาดเขาไปเหมือนเสน่ห์หนังจะหายไปถึง 70 – 80% เลยแหละ ของเขาแรง

สำหรับการรับชมในระบบ IMAX 3D นั้นเสริมประสบการณ์ได้ไม่มากเท่าไหร่ยกเว้นเรื่องเสียงซึ่งฉากใหญ่ ๆ นั้นจัดเต็มจริง ๆ ถึงจะไม่ขนาดสั่นสะท้านอะไรเบอร์นั้น เพลงก็ก้องกังวานดีครับ ภาพ 3D ค่อนข้างแบน แยกชั้นไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ดีตรงมีพุ่ง ๆ ออกมาบ้าง ไม่ถึงขั้นหลบ แต่จัดว่าสวยอยู่ครับ

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: John Wick 3

การกลับมาครั้งนี้ได้ขยายขอบเขตของโลก “นักฆ่า” เข้าไปอีกขั้น กล่าวได้ว่าเต็มเปี่ยมด้วยความทะเยอะทะยานและจินตนาการในการนิมิตสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเราไม่ได้เห็นในหนังแอคชั่นเรื่องอื่น ๆ แต่มันกลับกลายเป็นว่า “ล้น” ไปเสียอย่างนั้น อะไรบางอย่างดูพยายามเกินจนความเมคเซนส์ไม่มี ประดุจเอาให้โดดเด่นกว่าคนอื่นไว้ก่อน แต่มันไม่เวิร์คพอมาคิดจริงจัง ภาคแรกกับภาคสองยังมีความสมดุลมากกว่าในเรื่องเซ็ตติ้ง สิ่งที่พยุงหนังไว้ตลอดนั้นหนีไม่พ้นเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ที่เอาไปขยายต่อได้อีกในอนาคตเหมือนภาคก่อน หลายอย่างมีความน่าสนใจมากทีเดียว รวมไปถึงการกำกับเปี่ยมสไตล์ด้านงานภาพกับคิวบู๊ตามเดิมแม้มันจะเริ่มจำเจไปแล้วบ้างก็ตาม ความ “ว้าว” มันเริ่มหายไปอย่างชัดเจนเหมือนหาอะไรใหม่ ๆ มาใส่แทบไม่ได้แล้ว และยังคงเหยียบย่ำอยู่ที่เดิมสำหรับการเอาอาวุธระยะประชิดไปสู้กับพี่วิคทั้ง ๆ ที่ในโลกแห่งความเป็นจริงเขายิงเฮียในระยะไกล ๆ แล้ว มิหนำซ้ำยังมีเอาปืนไปยิงใกล้ ๆ อีก บันเทิงบนจอนะ แต่หงุดหงิดอยู่ข้างในแทนเพราะตามหลักแล้วไม่มีทางเป็นแบบนี้หรอก ค่าหัวตั้ง 14 ล้านเหรียญ แต่คนล่าค่าหัวเหมือนอยากโดนฆ่าทิ้งมากกว่าจะเอารางวัล ไม่นับช่วงที่มัน “จำเป็น” ต้องสู้กันระยะเผาขน ส่วนเรื่องเกลี่ยบทตัวละครอยู่ในระดับน่าพอใจครับ มีเยอะ ทว่าทุกคนน่าจดจำ เอกลักษณ์อะไรนี่ชัดเจน หากให้พูดรวม ๆ ก็ยังยืนยันได้ว่าเอนเตอร์เทนคนดูได้ในระดับที่ดี ตัวบทกับการกำกับยังคงครีเอตตามที่กล่าวไว้ หากคุณดูภาคนี้เป็นภาคแรก คุณจะทึ่ง หากคุณผ่านภาคก่อน ๆ มาแล้วคงไม่ถึงกับอะไรเบอร์นั้นแล้วล่ะครับ

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Arctic

การแสดงของเฮีย “Mads Mikkelsen” คือท็อปฟอร์มมาก แบกหนังสบาย ๆ ทั้งเรื่อง การกำกับของ “Joe Penna” ก็ใช่เล่น โดดเด่นในด้านการสร้างอารมณ์แบบไม่ต้องเล่นใหญ่เยอะแยะ ยอมรับเลยแหละว่าอินกับองก์สามจนน้ำตาเกือบไหล ส่วนหนึ่งมาจากดนตรีประกอบอันโดดเด่นโดย “Joseph Trapanese” เช่นกัน มาแบบระดับเข้าชิงออสการ์ได้เลย มันอลังการ อ่อนหวาน ทรงพลัง และไม่ล้นในขณะที่หนังมันไม่มีอะไรใหญ่โตเบอร์นั้นเลยด้วยซ้ำไป

สำหรับการถ่ายทอดภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอดเรื่องนี้นั้นก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นทางด้านกำกับ พี่แกเอาอยู่ของจริงถึงจะมีหล่นไปบ้างในช่วงองก์สอง ส่วนองก์แรกกับองก์สามนี่อารมณ์ท่วมท้วนกับองค์ประกอบต่าง ๆ ส่วนตัวแล้วเซอร์ไพรส์กับหนังโดยรวมมาก บทพูดมีน้อย แต่เราโดนตรึงกับหนังไว้แล้วไม่ว่าตัวละครจะทำอะไร เรียกง่าย ๆ ว่ามันมีการเดินทางของพล็อตไปเรื่อย ๆ ในระดับที่พอเหมาะพอดีพร้อมให้เราได้ศึกษาตัวละครอย่างลึก ๆ ในเวลาเดียวกัน การกระทำมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ดูแล้วไม่หงุดหงิดกับตัวละคร หากคุณชอบ “The Revenant” ผมเชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักกับเรื่องนี้แน่นอน

ตัวอย่างภาพยนตร์

รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Teen Spirit

สิ่งที่สามารถตรึงคนดูได้อยู่หมัดในเรื่องนี้คือด้านงานภาพในช่วงร้องเพลงที่แพรวพราวด้วยการตัดต่อแบบมิวสิควิดีโอผสานด้วยแสง-สี-เสียงระดับจัดเต็มชวนตื่นตาของจริงถึงจะมีล้น ๆ ไปบ้างบางช่วงระดับแสบตาไปบ้างก็ตาม(แถมพี่ยังยิงยาวอีก โอ๊ยยย) นอกนั้นคือฝากความหวังไว้กับเดอะแบกอย่างน้อง “แอล แฟนนิ่ง” ผู้ถ่ายทอดพลังการแสดงกับการร้องเพลงได้น่าหลงใหลเลยทีเดียว กระนั้นก็ยังโดนความล้นของการการถ่ายทอดทำร้ายน้องไปในบางช่วงอีก(อ้าว?)

พูดกันตามตรงแล้วหนังค่อนข้างไร้พลังในระดับที่น่าใจหาย บทก็แบบหนังตามล่าความฝันตื้น ๆ ทั่ว ๆ ไป มาตามสูตรแทบเป๊ะ ๆ อีกต่างหาก การกำกับก็ไม่อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก เพิ่มเติมคือจืดสนิทไร้อารมณ์ร่วม ฉากไหนไร้เพลงประกอบนี่แทบไม่ต่างกับยานอนหลับ อันนี้พูดถึงดนตรีพื้นหลังด้วยนะ พูดง่าย ๆ ก็พวกฉากทั่วไป เปรียบอีกแบบก็เหมือนนั่งมองสถานการณ์อันไม่น่าสนใจอะไรทั่วไปในโลกแห่งความเป็นจริงบนจอหนัง จะแย้งกันจะดราม่าก็ไม่มีแรงส่งออกมาจากจอใด ๆ ทั้งสิ้น ผลพวงมาจากความสัมพันธ์ตัวละครแสนตื้นเขินด้วย เหมือนรีบเล่าเกินจนไม่สามารถให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในใจของเราได้ เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ก็ไวเหมือนกรอเทป ซึมซับอะไรแทบไม่ได้จริง ๆ

สรุปเรื่องนี้ตอบโจทย์อะไรได้บ้าง? อย่างแรกหนีไม่พ้นวิสัยทัศน์งานภาพผสมด้วยการตัดต่อซึ่งอันนี้แซ่บจริงตอนช่วงร้องเพลงนะ อย่างที่สองก็เพลง แต่บอกไว้ก่อนนะว่าช่วงหลัง ๆ กว่าจะได้โชว์แต่ละเพลงนี่นานหน่อย สุดท้ายคือน้องแอลสุดทุ่ม นอกนั้นสอบตกจนไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง…

ตัวอย่างภาพยนตร์