รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Teen Spirit

สิ่งที่สามารถตรึงคนดูได้อยู่หมัดในเรื่องนี้คือด้านงานภาพในช่วงร้องเพลงที่แพรวพราวด้วยการตัดต่อแบบมิวสิควิดีโอผสานด้วยแสง-สี-เสียงระดับจัดเต็มชวนตื่นตาของจริงถึงจะมีล้น ๆ ไปบ้างบางช่วงระดับแสบตาไปบ้างก็ตาม(แถมพี่ยังยิงยาวอีก โอ๊ยยย) นอกนั้นคือฝากความหวังไว้กับเดอะแบกอย่างน้อง “แอล แฟนนิ่ง” ผู้ถ่ายทอดพลังการแสดงกับการร้องเพลงได้น่าหลงใหลเลยทีเดียว กระนั้นก็ยังโดนความล้นของการการถ่ายทอดทำร้ายน้องไปในบางช่วงอีก(อ้าว?)

พูดกันตามตรงแล้วหนังค่อนข้างไร้พลังในระดับที่น่าใจหาย บทก็แบบหนังตามล่าความฝันตื้น ๆ ทั่ว ๆ ไป มาตามสูตรแทบเป๊ะ ๆ อีกต่างหาก การกำกับก็ไม่อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก เพิ่มเติมคือจืดสนิทไร้อารมณ์ร่วม ฉากไหนไร้เพลงประกอบนี่แทบไม่ต่างกับยานอนหลับ อันนี้พูดถึงดนตรีพื้นหลังด้วยนะ พูดง่าย ๆ ก็พวกฉากทั่วไป เปรียบอีกแบบก็เหมือนนั่งมองสถานการณ์อันไม่น่าสนใจอะไรทั่วไปในโลกแห่งความเป็นจริงบนจอหนัง จะแย้งกันจะดราม่าก็ไม่มีแรงส่งออกมาจากจอใด ๆ ทั้งสิ้น ผลพวงมาจากความสัมพันธ์ตัวละครแสนตื้นเขินด้วย เหมือนรีบเล่าเกินจนไม่สามารถให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในใจของเราได้ เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ก็ไวเหมือนกรอเทป ซึมซับอะไรแทบไม่ได้จริง ๆ

สรุปเรื่องนี้ตอบโจทย์อะไรได้บ้าง? อย่างแรกหนีไม่พ้นวิสัยทัศน์งานภาพผสมด้วยการตัดต่อซึ่งอันนี้แซ่บจริงตอนช่วงร้องเพลงนะ อย่างที่สองก็เพลง แต่บอกไว้ก่อนนะว่าช่วงหลัง ๆ กว่าจะได้โชว์แต่ละเพลงนี่นานหน่อย สุดท้ายคือน้องแอลสุดทุ่ม นอกนั้นสอบตกจนไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง…

ตัวอย่างภาพยนตร์