เห็นข่าวแล้วก็กรี๊ดไปหลายตลบ แม่แอนคนสวยจะกลับมาเล่นเป็นเป็นเจ้าหญิง ในภาคต่อภาคใหม่ ซึ่งถึงช่วงไปหลายปีมากกกก (ตั้งแต่ภาคสอง ปี 2004) ป้า Julie Andrews ก็จะกลับมาเล่นในบทควีนด้วย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเขียนบท ยังไม่รู้ว่าจะลงฉายโรงปกติ รึว่าจะไปออนแอร์ใน Disney+ ช่องสตรีทใหม่ของดิสนี่ย์ที่กำลังจะเปิดตัวเมษายนนี้ ต้องรอลุ้นกัน
Tag: Inter
รีวิวหนัง: Sunny
หนังดราม่าแอบขำ ที่เหมาะกับการดูพร้อมเพื่อนฝูง(ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มเพื่อนสาว ยิ่งเหมาะ) มานัดเจอคนที่เราไม่เคยเจอกันมายาวนาน เพื่อดูหนังรำลึกความหลังร่วมกัน.. ได้ความยิ้ม อิ่มอุ่นใจ และได้ความซึ้งในช่วงท้าย ตามสไตล์หนังญี่ปุ่น
ทีมนักแสดงนำทั้งสองรุ่น แสดงออกความเป็นเพื่อนได้น่าเชื่อมากๆ และตรงนี้แหละ มันทำให้หนังสื่อ ความสำคัญของเพื่อน ได้ดีงามจริงๆ
ถ้าใครชอบหนังแนวทางนี้ ถือเป็นโปรแกรมที่ไม่น่าพลาดเลยนะ
รีวิวหนัง: How To Train Your Dragon 3
ปิดไตรภาคอย่างงดงาม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสัมผัสได้ถึงความ “เพลย์เซฟ” แบบหนังคนแสดงหรือหนังแอนิเมชั่นหลาย ๆ เรื่อง ถึงกระนั้นตัวงานก็ยังตอบโจทย์ได้ดีทางด้านความบันเทิง ความตลกขบขัน และความโรแมนติกเล็ก ๆ ดูง่าย ย่อยง่าย ไม่ต้องหวือหวาอะไรมาก งานภาพเองคือเนรมิตได้สวย รายละเอียดบนใบหน้าตัวละครอย่างขนนี่ชัดมาก ฉากไหนต้องการโชว์สีสันให้ว้าวก็ว้าวจริงจัง สิ่งที่โดดเด่น + น่ารักน่ากอดน่าฟัดที่สุดคือพาร์ตการสานสัมพันธ์ของเจ้า “เขี้ยวกุด” กับ “เพลิงนิลขาว” ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้ชวนยิ้มไปกับทั้งคู่ อีกอย่างคือการโฟกัสจุดนี้ช่วยเสริมความสดใหม่ให้ตัวหนังได้เยอะอยู่ทีเดียว เพราะส่วนหนึ่งมันคือจุดพาเราแล่นไปตามพล็อตหลักด้วย ทว่าจุดอื่นนั้นออกไปทางเฉย ๆ เสียมากกว่า ตัวร้ายก็มาสไตล์แบน ๆ จนอยากก่ายหน้าผากเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ใครตามแฟรนไชส์นี้มาอยู่แล้วก็ควรรับชมภาคจบนะครับ เชื่อว่าจะยังคงพาคุณประทับใจเช่นเคย ส่วนใครไม่เคยดูแต่อยากหาอะไรบันเทิง ๆ ที่ย่อยง่าย ๆ เนี่ยส่วนตัวแล้วถือว่าโอเคเลย แต่คงมีปัญหาเรื่องตัวละครเล็กน้อยไปจนถึงมากอยู่
“The Upside” กระแสแรงเกิดคาด รายได้เปิดตัวถล่ม บ๊อกซ์ ออฟฟิศ
พบกับสุดยอดภาพยนตร์ดราม่า คอมเมดี้ ที่ครองใจผู้ชมมาแล้วทั่วยุโรป เรื่อง The Upside (ดิ อัพไซด์) ซึ่งเข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก ยอดรายได้มาแรงแซงโค้ง ขึ้นเป็นแชมป์หนังทำเงินในตารางจัดอันดับบ็อกซ์ ออฟฟิศ ฝั่งอเมริกาเหนือ ด้วยรายได้ 19.6 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 622 ล้านบาท) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนังฟีลกู๊ดที่ทำรายได้เปิดตัวสูงได้อย่างยอดเยี่ยม ผลงานการกำกับของ นีล เบอร์เกอร์ (Divergent, Limitless) นำแสดงโดย ไบรอัน แครนส์ตัน, เควิน ฮาร์ต ร่วมด้วย นักแสดงระดับซุปตาร์ของฮอลลิวูดอย่าง นิโคล คิดแมน
โดย นีล เบอร์เกอร์ กล่าวว่า “ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนที่แตกต่างกัน แต่กลับมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับผมแล้วมันคือหัวใจของหนังเรื่องนี้”
“The Upside” (ดิ อัพไซด์) เป็นภาพยนตร์ที่รีเมกจากเรื่อง The Intouchables (ดิ อินทัชเชเบิ้ลส์) ของฝรั่งเศส ออกฉายเมื่อปี 2554 และโด่งดังทำรายได้ถล่มทลายมาแล้ว เรื่องราวของความผูกพันที่ไม่น่าเกิดขึ้นจริง ระหว่าง ฟิลิป (ไบรอัน) มหาเศรษฐีผู้พิการจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัวและใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตอยู่บนรถเข็น จนกระทั่งได้มาเจอกับ เดลล์ (เควิน) อดีตผู้ต้องขัง ตกงาน ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และจู่ๆคนสองคน ที่ต่างกันสุดขั้ว ก็ได้มาร่วมงานกัน เดลล์มาเป็นพยาบาลส่วนตัวฟิลลิปอย่างไม่ตั้งใจ แต่เป็นความเต็มใจของนายจ้างอย่างฟิลลิปที่ต้องการเขามาดูแล ถึงแม้จะถูกคัดค้านจาก ยีวอน (นิโคล คิดแมน) เลขาส่วนตัวของเขาก็ตาม ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่มาจากความแตกต่างและก่อให้เกิดความผูกพันอันแน่นแฟ้น
เตรียมพบกับความมหัศจรรย์แห่งมิตรภาพที่แตกต่าง แต่กลับเติมเต็มให้หัวใจพองโต ได้ใน The Upside (ดิ อัพไซด์) 21 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์
รีวิวหนัง: If Beale Street Could Talk
ผลงานล่าสุดของ “แบร์รี่ เจนกินส์” เจ้าของรางวัลออสการ์จาก “Moonlight” ที่การกลับมาของเขาครั้งนี้ยังคงลายเซ็นความ “อ่อนโยน” ในการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความเฉียบคมนั้นถูกบั่นทอนลงไปเล็กน้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงแรก ๆ นี่มีตอนนึงที่แทบไม่ต่างอะไรกับฉากบางฉากในละครของช่องหลากสี และมันดูหลุดที่หลุดทางไปหมด พอพ้นฉากนั้นคือลื่นละ สายสัมพันธ์ของพระ-นางนี่น่ารักหอมหวานไม่ต่างกับน้ำผึ้ง และการแสดงคืออย่างปังในขณะที่ไม่เล่นท่ายากเยอะ ทั้งเรื่องมาในทิศทางปลอบโยนคนดูแม้สถานการณ์จะสาหัสขนาดไหนก็ตาม อีกทั้งยังสามารถคง “ธีม” ไว้ได้ด้วยวิสัยทัศน์แบบนี้ ส่วนด้านงานภาพนี่จริง ๆ ก็ยังสวยแหละ แต่มันไม่ได้แฝงอะไรเด่น ๆ ไว้ได้อย่าง “Moonlight” แล้ว เชิงสัญลักษณ์อะไรคือจะเรียกว่าแทบหายแว่บไปเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม เฮียแกยังเก่งด้านตัวละครตามเดิมแหละ ส่วนการหาทางออกอะไรต่าง ๆ กับสถานการณ์นี่รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะหลวม ๆ ลงไปอยู่หน่อย กระนั้นผมก็ยังแนะนำให้ได้ชมกันครับ
รีวิวหนัง: Alita: Battle Angel ในระบบ IMAX 3D
กำเนิดใหม่ของโลกอนาคตอันชวนตื่นตาด้วยวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์สมราคาทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญพร้อมการตรึงคนดูด้วยตัวละคร “อลิตา” ที่ยอมรับเลยว่าตอนออกมาแค่ฉากแรกก็รู้สึกหลงรักแล้ว แต่ยังบอบช้ำไปพอตัวทั้งในด้านพัฒนาการ + มิติตัวละคร โลกของภาพยนตร์ และความเร่งรีบในการดำเนินเรื่องซึ่งพอติดเครื่องปุ๊บ ตัวหนังก็ไปไวจนเนื้อหากับตัวละครที่ทำไว้อย่างดีในครึ่งแรกหายไปแทบหมดแล้วแทนที่ด้วยฉากแอคชั่นเดือด ๆ แทน ผลพวงจึงกลายเป็นงานเอนเตอร์เทนแบบไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่เสียมากกว่า เสียดายช่วงปูเรื่องซึ่งจริง ๆ ก็พาอินไปแบบหอมปากหอมคอแล้ว พอเปลี่ยนโหมดปรับความเร็วแล้วตัวละครหลาย ๆ ตัวนี่แทบไร้ตัวตนในสายตาไปในทันที แถมมีเยอะอีกต่างหาก วิสัยทัศน์เล่าเรื่องบางช่วงเองก็ยังมีล้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “ความรัก” ที่หวานผิดยุคผิดสมัยไปซะไกลจนรู้สึกว่าล้น ๆ ในหลาย ๆ ช่วง อย่างไรก็ดี มันก็ตอบโจทย์ทางความบันเทิงในระดับที่แทบไม่บันยะบันยัง ฉาก “มอเตอร์บอล” คือสุดของแท้ แทบไม่ต่างอะไรกับนั่งดูหนังรสซิ่งไล่ล่ากันแบบเอาให้ตายไปข้าง
สำหรับการรับชมในระบบ IMAX 3D นี่เสริมอรรถรสได้ดีทีเดียวเลยครับทั้งเรื่องภาพที่มีสัดส่วนขยาย ฉากเน้นวิวกับฉากบู๊นี่ดีงามด้วยการถ่ายทำ ภาพ 3D ที่มีมิติตื้น-ลึกชัดเจนพร้อมทะลุได้น่าพอใจ ช็อตเน้นโชว์ 3D นี่ทำออกมาสวยมาก เสียงเองก็แรงจนพื้นสะเทือนเป็นช่วง ๆ เรียกได้ว่าคุ้มค่าและใช้ระบบ IMAX 3D ได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับเกือบสุดทุกด้าน
รีวิวหนัง: The Upside
เรื่องราวของ Phillip มหาเศรษฐีผู้พิการจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัวและใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตอยู่บนรถเข็น จนกระทั่งได้มาเจอกับ Dell ซึ่งเคยติดคุกมาก่อนตกงานแยกกันอยู่กับลูก อยากการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และจู่ๆคนสองคน ที่ต่างกันสุดขั้ว ก็ได้มาร่วมงานกัน Dell มาเป็นคนผดุงชีพ ส่วนตัวของ Phillip อย่างไม่ตั้งใจ แต่เป็นความเต็มใจของนายจ้างอย่าง Phillip ที่ต้องการเขามาดูแล ความไม่เต็มใจหลายๆอย่าง ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ทั้งฮา อบอุ่น พิสูจน์ความฮาและอบอุ่นของ The Upside ได้ในโรงภาพยนตร์

Kevin Hart ที่รับบทเป็น Dell คือดีงาม คือเรารู้สึกตลกและสงสารกับตัวละคร Dell และความสัมพันธ์ของ Dell และ Phillip ทำให้นึกถึงเรื่อง Green Book อยู่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้ก็นำเสนอมาได้แตกต่างและ เข้าถึงได้ง่าย เราจะได้รับความตลกเฮฮาตามสไตล์ Kevin Hart ความอบอุ่น ความเศร้า ทุกอย่างหล่อหลอมออกมาได้อย่างกลทกล่อม ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย ซื้อความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเลย เรื่องนี้รักเลยยยย
รีวิวหนัง: Escape Room
ได้ดิบได้ดีในความครีเอตแต่ละห้องออกมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทว่าดันเร่งเครื่องจนด้านตัวละครคว้าน้ำเหลวไปเสียหมดแม้แต่ตัวเอกเองก็เถอะ สกรีนไทม์เยอะกว่าคนอื่นเขาก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอะไรให้เข้าถึงนัก งานนี้เลยได้ความบันเทิงลุ้นระทึกกับปริศนาแบกเอาไว้แทบตลอด แล้วมาดิ่งอีกทีในช่วงท้ายที่แผ่วลงไปชัดเจน เหมือนมันจะพีคก็ไม่พีค อย่างไรก็ดี ทั้งหมดทั้งมวลมันก็แทบจะมองข้ามไปได้หากพิจารณาความระทึกขวัญที่ผู้กำกับเนรมิตมาให้ในแต่ละซีนแล้วแม้พวกรายละเอียดต่าง ๆ อันจำเป็นต่อมิติอื่น ๆ จะไม่ค่อยมีนักก็เถอะ อารมณ์รวม ๆ มันก็คือหนังผ่านด่านไปเรื่อย ๆ ที่ถือว่ารู้งานตัวเองอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ใครหาอะไรตื่นเต้น ๆ ชวนลุ้นระดับกลางไปจนถึงจิกเบาะก็ตีตั๋วดู Escape Room ได้เลย ได้อรรถรสแน่นอนไม่เสียของสำหรับด้านนี้ เพียงแค่อย่าคาดหวังความลึกของเนื้อหากับเหตุผลอะไรบางประการก็พอ
รีวิวหนัง: GLASS
เรื่องราวของชาย 3 คนที่ถูกจับมารวมกันที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งเพื่อรักษาชายสามคนให้เลิกคิดว่า พวกเขามีพลังพิเศษเหมือนฮีโร่ในหนังสือการ์ตูน โดยมี David Dunn ชายผู้แข็งแกร่งและมีคุณธรรม ต่อมาก็คือ Kevin Wendell คือคนที่มี 23 บุคลิก แต่บุคลิกที่ชื่อว่า The Beast เขาจะเป็นสิ่งที่บ้าคลั่งและจะออกล่าดั่งสัตว์ป่า และสุดท้ายถึงแม้เขาจะนั่งรถเข็นแต่สมองของเขามีสติปัญญาที่ฉลาดหลักแหลมและเป็นนักวางกลยุทธ์ เขามีชื่อว่า GLASS…
บอกเลยเรื่องนี้แม่งบ้ามาก บ้าในความที่ดีนะ เราเห็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่มาเยอะแต่เราจะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้แน่นอน คือมันดีตั้งแต่ Unbreakable แล้ว และยิ่งมาเห็นว่าตัวละครอย่าง Kevin Wendell จากเรื่อง Split มาอยู่ในจอเดียวกันกับตัวละครจาก Unbreakable และการแสดงของ James McAvoy เขาทำได้เยี่ยมกว่าใน Split เลยทีเดียว มีความซับซ้อน เพราะด้วยหลายบุคลิก แต่นั้นก็เหมือนกับดาบสองคม ที่เรารู้สึกว่าตัวละครอย่าง Kevin มันกลบตัวละครอย่าง Mr.Glass และรวมถึง David Dunn เราเลยรู้สึกว่าตัว Kevin มันเด่น เพราะด้วยการแสดงนั้นแหละ แต่ความดีงามในเรื่องเลยคือการที่ได้เห็นการเจอหน้าของทั้ง 3 คน มันมีหลายๆอย่างต่างกันแต่ก็ต้องมาเจอกัน การตัดฉากทำมาได้โอเค เหมือนเขาจะทำให้เราสยองนะ แต่เรารู้สึกว่า ตื่นเต้น โดยรวมแล้วเรื่องนี้เป็นการจบ จบแบบดีเลย แต่ก็ยังไม่ดีเท่า Unbreakable
