Drama

“The Upside” กระแสแรงเกิดคาด รายได้เปิดตัวถล่ม บ๊อกซ์ ออฟฟิศ

พบกับสุดยอดภาพยนตร์ดราม่า คอมเมดี้ ที่ครองใจผู้ชมมาแล้วทั่วยุโรป เรื่อง The Upside (ดิ อัพไซด์) ซึ่งเข้าฉายเป็นสัปดาห์แรก ยอดรายได้มาแรงแซงโค้ง ขึ้นเป็นแชมป์หนังทำเงินในตารางจัดอันดับบ็อกซ์ ออฟฟิศ ฝั่งอเมริกาเหนือ ด้วยรายได้ 19.6 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 622 ล้านบาท) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนังฟีลกู๊ดที่ทำรายได้เปิดตัวสูงได้อย่างยอดเยี่ยม ผลงานการกำกับของ นีล เบอร์เกอร์ (Divergent, Limitless) นำแสดงโดย ไบรอัน แครนส์ตัน, เควิน ฮาร์ต ร่วมด้วย นักแสดงระดับซุปตาร์ของฮอลลิวูดอย่าง นิโคล คิดแมน

โดย นีล เบอร์เกอร์ กล่าวว่า “ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนที่แตกต่างกัน แต่กลับมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับผมแล้วมันคือหัวใจของหนังเรื่องนี้”

The Upside” (ดิ อัพไซด์) เป็นภาพยนตร์ที่รีเมกจากเรื่อง The Intouchables (ดิ อินทัชเชเบิ้ลส์) ของฝรั่งเศส ออกฉายเมื่อปี 2554 และโด่งดังทำรายได้ถล่มทลายมาแล้ว เรื่องราวของความผูกพันที่ไม่น่าเกิดขึ้นจริง ระหว่าง ฟิลิป (ไบรอัน) มหาเศรษฐีผู้พิการจากอุบัติเหตุ ทำให้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัวและใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตอยู่บนรถเข็น จนกระทั่งได้มาเจอกับ เดลล์ (เควิน) อดีตผู้ต้องขัง ตกงาน ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และจู่ๆคนสองคน ที่ต่างกันสุดขั้ว ก็ได้มาร่วมงานกัน เดลล์มาเป็นพยาบาลส่วนตัวฟิลลิปอย่างไม่ตั้งใจ แต่เป็นความเต็มใจของนายจ้างอย่างฟิลลิปที่ต้องการเขามาดูแล ถึงแม้จะถูกคัดค้านจาก ยีวอน (นิโคล คิดแมน) เลขาส่วนตัวของเขาก็ตาม ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่มาจากความแตกต่างและก่อให้เกิดความผูกพันอันแน่นแฟ้น

เตรียมพบกับความมหัศจรรย์แห่งมิตรภาพที่แตกต่าง แต่กลับเติมเต็มให้หัวใจพองโต ได้ใน The Upside (ดิ อัพไซด์) 21 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์

รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: If Beale Street Could Talk

ผลงานล่าสุดของ “แบร์รี่ เจนกินส์” เจ้าของรางวัลออสการ์จาก “Moonlight” ที่การกลับมาของเขาครั้งนี้ยังคงลายเซ็นความ “อ่อนโยน” ในการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างเห็นได้ชัด ทว่าความเฉียบคมนั้นถูกบั่นทอนลงไปเล็กน้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงแรก ๆ นี่มีตอนนึงที่แทบไม่ต่างอะไรกับฉากบางฉากในละครของช่องหลากสี และมันดูหลุดที่หลุดทางไปหมด พอพ้นฉากนั้นคือลื่นละ สายสัมพันธ์ของพระ-นางนี่น่ารักหอมหวานไม่ต่างกับน้ำผึ้ง และการแสดงคืออย่างปังในขณะที่ไม่เล่นท่ายากเยอะ ทั้งเรื่องมาในทิศทางปลอบโยนคนดูแม้สถานการณ์จะสาหัสขนาดไหนก็ตาม อีกทั้งยังสามารถคง “ธีม” ไว้ได้ด้วยวิสัยทัศน์แบบนี้ ส่วนด้านงานภาพนี่จริง ๆ ก็ยังสวยแหละ แต่มันไม่ได้แฝงอะไรเด่น ๆ ไว้ได้อย่าง “Moonlight” แล้ว เชิงสัญลักษณ์อะไรคือจะเรียกว่าแทบหายแว่บไปเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม เฮียแกยังเก่งด้านตัวละครตามเดิมแหละ ส่วนการหาทางออกอะไรต่าง ๆ กับสถานการณ์นี่รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะหลวม ๆ ลงไปอยู่หน่อย กระนั้นผมก็ยังแนะนำให้ได้ชมกันครับ

Drama

ส่องเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของ The Favourite จัดเต็มดีเทลอังกฤษสมัยเก่าครบทุกเม็ด !

นับเป็นหนังพีเรียดเสียดสีราชวงศ์อังกฤษที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้เลยก็ว่าได้ สำหรับ The Favourite จากผู้กำกับสายอินดี้ ยอร์กอส ลานธิมอส (Yorgos Lanthimos) ที่เดินสายคว้ารางวัลมาแล้วมากมายหลายเวที ด้วยเนื้อเรื่องอิงประวัติศาสตร์สุดเข้มเข้น การแสดงสุดโดดเด่น และโปรดักชั่นสุดอลังการงานสร้าง เรียกว่าเก็บตกรายละเอียดทุกเม็ดราวกับผู้ชมทุกคนได้ย้อนเวลาไปสู่ศตวรรษที่ 18 อย่างแท้จริง วันนี้เราเลยหยิบภาพเบื้องหลังพร้อมเกร็ดหนังเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากกัน !

เริ่มตั้งแต่การออกแบบเครื่องแต่งกายนักแสดงที่ได้ตัว แซนดี้ โพเวลล์ (Sandy Powell) คอสตูมดีไซเนอร์ร์เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมมา สำหรับ The Favourite แซนดี้ให้ความสำคัญกับ “การเล่นสีเสื้อผ้า” หลัก ๆ แล้วจะใช้สีขาว-ดำซึ่งเป็นโทนมืดเพื่อสื่อถึงความเข้มข้น ความดุเดือด และความดาร์กของการเมืองในสมัยนั้น ก่อนเพิ่มเติมความหรูหราให้สมกับเป็นคนในพระราชสำนักด้วยสีเงินและสีทอง ปิดท้ายด้วยการเลือกใช้สีเสื้อกั๊กที่เป็นขั้วตรงข้ามกันให้กับสองกลุ่มการเมืองสำคัญ อย่างพรรคอนุรักษ์นิยมหรือพรรคฝ่ายขุนนาง (Tory Party) จะสวมเสื้อกั๊กสีแดง ส่วนพรรควิก (Whig Party) จะสวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน เพื่อสื่อถึงความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยของสมาชิกแต่ละฝ่าย

นอกจากนี้ การแต่งหน้าทำผมยังแสดงถึงตัวตนของตัวละครในเรื่อง หากสังเกตดี ๆ ตัวละครนำหญิงทั้งสามอย่าง โอลิเวีย โคลแมน, ราเชล ไวสซ์ และ เอ็มม่า สโตน แทบไม่มีเมคอัพบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย ต่างกับเหล่าขุนนางทั้งหลายภายในพระราชสำนักที่แต่งหน้าขาว ทาปากแดง พร้อมวิกทรงสูง ซึ่งอาจดูไม่คุ้นตาเท่าไรนักที่ผู้ชายใช้เครื่องสำอางมากกว่าผู้หญิง แต่นั่นถือเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้คนในสมัยนั้นอย่างแท้จริง และน่าสนใจมากที่ใบหน้าไร้เมคอัพของเหล่านักแสดงนำหญิงทุกคน กลับดูโดดเด่นขึ้นมาเมื่ออยู่ท่ามกลางตัวละครชายคนอื่น

ในส่วนของสถานที่ถ่ายทำ ผู้กำกับยอร์กอชเลือก แฮทฟิล์ด เฮ้าส์ ในเมืองเฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อดึงกลิ่นอายความเป็นพีเรียดให้สมบูรณ์มากขึ้น เพราะนอกจากจะมีสถาปัตยกรรมและสวนหน้าปราสาทสไตล์อังกฤษสมัยเก่าแท้ ๆ แล้ว แฮทฟิล์ด เฮ้าส์แห่งนี้ ยังมีประวัติเป็นสถานที่ที่เชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์อังกฤษใช้พักอาศัยจริงตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ซึ่งรูปทรงอาคารที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลงานการออกแบบและบูรณะโดย โรเบิร์ต เซซิล (Robert Cecil) เมื่อปี 1611 ให้กับ พระเจ้าเจมส์ ที่ 1 (King James I) และถ้าใครเห็นแล้วรู้สึกคุ้นตาก็ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะแฮทฟิล์ด เฮ้าส์เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังดังมาแล้วมากมาย อาทิ Batman (1989), Orlando (1992), Batman Begins (2005) และ Sherlock Holmes (2009)

ติดตามสงครามประวัติศาสตร์พร้อมเป็นสักขีพยานในการแข่งขันเป็น “คนโปรด” ของราชินี ใน

The Favourite – อีเสน่ห์ร้าย”

21 กุมภาพันธ์ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

https://www.facebook.com/TheFavouriteMovieThailand/

Drama

“จูลีแอนน์ มัวร์” เตรียมถ่ายทอดปาฏิหาริย์ผ่านเสียงเพลง

ท่ามกลางโศกนาฏกรรมสุดระทึกในตัวอย่างภาพยนตร์ “BEL CANTO”

จูลีแอนน์ มัวร์ สวมบทบาทนักร้องโอเปร่าเผยเสียงร้องสะกดผู้ชม ก่อนเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสุดระทึกผ่านตัวอย่างภาพยนตร์ “BEL CANTO เสียงเพรียกแห่งรัก” ผลงานโรแมนติกดราม่าที่สร้างจากหนังสือขายดีระดับเบสท์เซลเลอร์ที่เขียนขึ้นโดยอ้างอิงเหตุการณ์จริงในปี 1996 เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้บุกยึดสถานฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศเปรูที่กำลังใช้เป็นสถานที่จัดงานฉลองวันเกิดที่ 63 ของจักรพรรดิอากิฮิโตะ แขกภายในงานทั้งหมดถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นได้กินเวลานานถึง 126 วัน

โดยภาพยนตร์ได้ถูกถ่ายทอดจากหยดน้ำหมึกสู่แผ่นฟิล์มเซลูลอยด์ผ่านฝีมือผู้กำกับ พอล ไวทซ์ (About A Boy) นำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ อย่าง ‘จูลีแอนน์ มัวร์’ จาก Still Alice และนักแสดงมากฝีมือผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ‘เคน วาตานาเบะ’ จาก The Last Samurai บอกเล่าเรื่องราวของนักร้องโอเปร่าชาวอเมริกา ร็อกแซนน์ ครอส (รับบทโดย จูลีแอนน์ มัวร์) ผู้ถูกเชิญมาร้องเพลงในงานเฉลิมฉลองวันเกิดของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น คาสุมิ โฮโซคาวะ (รับบทโดย เคน วาตานาเบะ) แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเธอและแขกผู้ร่วมงานกลับถูกจับเป็นตัวประกันโดยกองกำลังต่อต้านรัฐบาล ภายใต้สภาวะอันตึงเครียดนี้ มีเพียงเสียงเพลงของเธอเท่านั้นที่สามารถมอบความหวังและกำลังใจให้กับทุกคน ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งสายสัมพันธ์ท่ามกลางโศกนาฏกรรมที่ทั้งโลกต้องจดจำไม่รู้ลืม

เมื่อสงครามไม่อาจทำร้ายเสียงของความรัก เตรียมพบเรื่องราวของ ปาฏิหาริย์ โศกนาฏกรรม และ สงคราม ที่จะมีเพียงเสียงเพลง และ ความรัก ซึ่งจะกอบกู้ทุกชีวิตใน ‘BEL CANTO เสียงเพรียกแห่งรัก’ มีกำหนดเข้าฉายให้คอหนังเมืองไทยได้พิสูจน์คุณภาพทั้งด้านการแสดงที่เหนือชั้นและเรื่องราวแห่งโศกนาฏกรรมที่ทั้งโลกต้องจดจำ 25 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์