Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Official Secrets

ทรงพลังด้วย “บทพูด” ที่ไต่ระดับไปเรื่อย ๆ บิวด์จุดนี้ดีงาม ดีงามกว่านี้หนีไม่พ้น “นักแสดง” โดยเฉพาะ “เคียร่า ไนท์ลี่ย์” ในบท “แคทธารีน กัน” ผู้คุมหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงแม้นางจะดูล้น ๆ ไปบ้างกับฉากใช้อารมณ์แรง ๆ ไปหน่อยก็เถอะ ส่วนคนอื่นน่าเสียดายที่ถึงแม้ได้ไดอะล็อกเด็ด ๆ มาก็ไม่ได้น่าจดจำเท่านางเอกของเรา คุมงานตรงนี้ไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ แล้วตัวละครก็เยอะอีกต่างหาก ตัวรอง ๆ เป็นเหมือนแค่มาคอยป้อนให้ไหลไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ขนาดป๋า “เรล์ฟ ไฟนส์” ยังประสบปัญหาเช่นเดียวกันเลยถึงจะเด่นเอาเรื่อง ชอบการถ่ายโคลสอัพตัวละครแล้วค่อย ๆ บีบเราในเวลาเดียวกัน รู้สึกได้ดำดิ่งไปกับพวกเขา ดนตรีประกอบเองก็ช่วยเสริมความเดือดได้ดีใช่ย่อย เรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ความภักดี” กับ “การเปิดเผยความจริง” นั้นถ่ายทอดออกมาได้เจ็บแสบขมขื่นสมราคาผู้กำกับ “Eye In The Sky” ถึงจะรู้สึกได้ว่างานมันดรอปลงไปบ้าง ครึ่งแรกเนื้อแน่นกว่า ระทึกกว่า บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจนี่มาเป็นช่วง ๆ ครึ่งหลังผ่อนลงไปหน่อย ๆ แต่สัมผัสได้ชัด ทว่าก็ยังคงเด็ดดวงด้านไดอะล็อกอยู่ ส่วนนี้กับเจ่เจ้เคียร่านี่แหละที่ทำให้เวลาผ่านไปไวมาก หนังเกือบสองชั่วโมง แต่มันไวจนแอบเหวอ ๆ ตอนจบว่านี่มันถึงเวลาแล้วหรอ รวม ๆ แล้วใครมองหางานดราม่าน้ำดีก็จัดได้เลยครับ แค่นักแสดงกับบทพูดก็คุ้มแล้ว

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Clips คลิปหนัง ออกใหม่ อัพเดต Moviemo
คลิปหนัง, Drama

The Peanut Butter Falcon: คู่ซ่าบ้าล่าฝัน

พบการเดินทางแห่งมิตรภาพ และการตามหาความฝันของสองเพื่อนซี้คู่ซ่า ภาพยนตร์อบอุ่นละมุนใจที่ได้รางวัลชนะเลิศจากเวที SXSW Film 2019
.
นำแสดงโดย ไชอา เลอบัฟ, ดาโกต้า จอห์นสัน และ แซค ก็อต์ซาเจน สามนักแสดงคุณภาพที่จะพาพวกคุณผจญภัยไปในโลกที่ไม่สมประกอบ
.
กำกับโดย ไทเลอร์ นิลเซน, ไมเคิล ชวาร์ทซ
.
มาร่วมออกเดินทางค้นหาความฝันและควาามหมายของชีวิตไปด้วยกัน
26 กันยายน นี้ ในโรงภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: The Art of Racing in the Rain

นี่ไม่ใช่แค่ศาสตร์การขับรถใต้ฝน แต่มันคือศาสตร์แห่งการเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตซึ่งผ่านการบรรยายชวนน่าติดตามผ่านที่พากย์โดย “เควิน คอสต์เนอร์” ด้วยน้ำเสียงน่ารักปนเศร้า ส่วนการกำกับนั้นค่อนข้างจะครึ่ง ๆ กลาง ๆ กับการเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แบบรวบรัดจนไม่ชวนอินเท่าไหร่นัก คัดสลับไวมาก ยังไม่ทันซึมซับสายใยได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย มันเสียไปซะเยอะเพราะตรงนี้นี่แหละ ทว่าก็สร้างน้ำหนักได้ดีพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงท้ายที่จัดเต็มใช้ได้ และแน่นอนว่า “น้องงงงงงงงง” น่ารักมาก เสน่ห์แผ่ซ่านชวนรักตั้งแต่แรกพบ เจ้าหมา “เอนโซ” คือ “เดอะ แบก” อันแท้ทรู และร้ำเสียงป๋าเควินพาไปไกลเกินที่คิดไว้เสียอีก รวม ๆ แล้วประทับใจนะถึงบางทีมันจะเล่าแบบกระแทกใส่หน้าจนดูจงใจไปบ้างกับการสร้างคอนฟลิกซ์ซึ่งช่วงนั้นคือหลุดออกจากตัวหนังไปเลยด้วยเหตุนี้ และยังไม่นับเหตุการณ์ประหลาด ๆ อะไรอีกที่ประดุจได้อีกคนมากำกับให้แล้วหลุดที่หลุดทาง แต่ยังไงก็มอบรสชาติแห่งชีวิตได้โอเคครับแม้จะโดนความรีบกับการฟาดใส่หน้าฉุดไปบ้าง

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: The Current War

เสียดายของกับดาราเบอร์ใหญ่​ งานสร้าง​ พร้อมคอสตูม​สวย​ ๆ​ จากศตวรรษ​ที่​ 19​ รวมไปถึงเทคนิคงานภาพเก๋​ ๆ​ เปี่ยมสไตล์​ซึ่งมอบความสดใหม่ได้ดีเลย​ ให้สไตล์ยุคปัจจุบัน​มากกว่าอดีตด้วยความหวือหวาแสนสร้างสรรค์​ หนังเล่าไวเป็นความเร็วแสงจนซึมซับอะไร​แทบไม่ได้​​ แถมเส้นเรื่องก็เยอะอีก​ ช่วงแรกนี่ตัดฉับ​ ๆ​ ข้ามไปเหตุการณ์​ต่อไปในระดับที่เกินขีดความสามารถ​การรับสารของผู้ชมไปแล้ว​ ประดุจว่ามันยาวไปเลยหั่น​ ๆ​ ๆ​ ให้มันเหลือแต่นั้น​ ยังดีนะที่พอกลางเรื่องเพิ่มความปรานี​แก่คนดูบ้างถึงด้วยการลดความเร็วลงแต่ก็ยังไปไวอยู่​ดี​ มีการพยายามสร้างความตรึงเครียดกับอารมณ์​ขมขื่นอยู่หลายช่วง​ ทว่าทุกอย่างนั้นแหลกสลายไม่ต่างกับหลอดไฟที่โดยทุบทิ้งด้วยวิสัยทัศน์​กำกับนี่แหละ​ จะดูเอาความรู้​กับเกมวงครามไฟฟ้าอันศักยภาพ​วผุงส่งก็อาจได้ความมึนมาแทนที่​ ตามเนื้อกากันแทบไม่ทัน​ ยังดีที่นักแสดงช่วยพยุงหนังไว้ได้ถึงจะไม่สามารถพาให้มันข้ามเส้นมาตรฐาน​ก็ตามที​

ตัวอย่าง​ภาพยนตร์

Movie Clips คลิปหนัง ออกใหม่ อัพเดต Moviemo
คลิปหนัง, Drama

The Lion King: ยลโฉมนักพากย์เสียงของตัวละครต่าง ๆ

ใน “The Lion King” ฉบับใหม่ก่อนไปพบกับพวกเขาเต็ม ๆ พุธที่ 17 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์และ IMAX 3D

ตัวอย่างซับไทย:

#TheLionKing

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Rocketman

ไม่ได้อยากจะเทียบเท่าไหร่ แต่เหมือนออกมาตบหน้า “Bohemian Rhapsody” กลางสี่แยก ซึ่งเรื่องหลังเนี่ย “เด็กซ์เตอร์ เฟลทเชอร์” หรือผู้กำกับ “Rocketman” ไปกำกับช่วงท้าย ๆ ให้หลัง “ไบรอัน ซิงเกอร์” โดนเด้งออกจากเก้าอี้ผู้กุมบังเหียน มาคราวนี้เฮียแกจัดเต็มวิสัยทัศน์เพ้อฝันตามคอนเซ็ปต์เรื่องซึ่งมันออกมางดงาม ฉากร้องเพลงที่มีกรผสมผสานเทคนิคพวกหนังเพลงแล้วใส่ความแฟนตาซีเข้าไปคือดีจริง ต่อยอดอารมณ์ของตัวละครและฉากไปได้หลายขั้นเลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีความค่อยเป็นค่อยไปพร้อมลงตัวกว่าเยอะถึงมันจะมีช่วงแบบเร็วปานสายฟ้าแลบจนเหวอไปอยู่เหมือนกัน ที่แน่ ๆ พัฒนการ + ความสัมพันธ์ตัวละครจับต้องได้ชัดเจน ยกเว้นบางโมเมนต์ซึ่งพาเหวอไปอย่างที่กล่าวไว้ แน่นอนว่าการแสดงของ “ทารอน เอเจอร์ตัน” ผู้แจ้งเกิดใน “Kingsman: The Secret Service” ได้ฆ่าภาพลักษณ์สุดติดตาอย่าง “เอ็กซี่” จากแฟรนไชส์คิงส์แมนไปเลย เข้าถึงเฮีย “เอลตัน” ทุกขณะ มีแววเข้าชิงรงาวัลปลายปีนี้ แต่ก็ต้องรอดูกันไป เพราะอนาคตไม่แน่นอน อีกอย่างคือวิสัยทัศน์เล่าเรื่องด้านโชว์อารมณ์ค่อนข้างจะออกมาตามสูตร บางช่วงดูจงใจเกินขอบเขตไปหน่อยด้วย ทารอนเลยดูเกร็ง ๆ ไปบ้าง อย่างไรก็ดี หากพิจารณาการแสดงของเขาโดยรวมแล้ว นี่ถือเป็นการแจ้งเกิดอีกสายการแสดงครับ ยังไม่นับเรื่องร้องเพลงอีกด้วยนะ ความสามารถรอบด้าน

สรุปตัวหนังได้ว่าอิ่มเอมเกือบเต็มทุกอณู จะแซ่บกว่านี้อีกเยอะหากขยายเนื้อหาบางภาคส่วนให้กว้างกว่านี้ แต่อย่างไรก็คุณภาพผ่านมาตรฐาน ใขณะเดียวกันก็บันเทิงเริงใจหายห่วงเรื่องชวนหลับ ถ่ายทอดได้ตรึงตาตรึงใจอยู่แทบตลอด ไม่รู้สึกว่าหนังนานเลย จัดว่าเป็นโปรแกรมม้ามืดสำหรับสัปดาห์นี้ครับ

ตัวอย่างภาพยนตร์ 

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Arctic

การแสดงของเฮีย “Mads Mikkelsen” คือท็อปฟอร์มมาก แบกหนังสบาย ๆ ทั้งเรื่อง การกำกับของ “Joe Penna” ก็ใช่เล่น โดดเด่นในด้านการสร้างอารมณ์แบบไม่ต้องเล่นใหญ่เยอะแยะ ยอมรับเลยแหละว่าอินกับองก์สามจนน้ำตาเกือบไหล ส่วนหนึ่งมาจากดนตรีประกอบอันโดดเด่นโดย “Joseph Trapanese” เช่นกัน มาแบบระดับเข้าชิงออสการ์ได้เลย มันอลังการ อ่อนหวาน ทรงพลัง และไม่ล้นในขณะที่หนังมันไม่มีอะไรใหญ่โตเบอร์นั้นเลยด้วยซ้ำไป

สำหรับการถ่ายทอดภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอดเรื่องนี้นั้นก็อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นทางด้านกำกับ พี่แกเอาอยู่ของจริงถึงจะมีหล่นไปบ้างในช่วงองก์สอง ส่วนองก์แรกกับองก์สามนี่อารมณ์ท่วมท้วนกับองค์ประกอบต่าง ๆ ส่วนตัวแล้วเซอร์ไพรส์กับหนังโดยรวมมาก บทพูดมีน้อย แต่เราโดนตรึงกับหนังไว้แล้วไม่ว่าตัวละครจะทำอะไร เรียกง่าย ๆ ว่ามันมีการเดินทางของพล็อตไปเรื่อย ๆ ในระดับที่พอเหมาะพอดีพร้อมให้เราได้ศึกษาตัวละครอย่างลึก ๆ ในเวลาเดียวกัน การกระทำมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ดูแล้วไม่หงุดหงิดกับตัวละคร หากคุณชอบ “The Revenant” ผมเชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักกับเรื่องนี้แน่นอน

ตัวอย่างภาพยนตร์

รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Teen Spirit

สิ่งที่สามารถตรึงคนดูได้อยู่หมัดในเรื่องนี้คือด้านงานภาพในช่วงร้องเพลงที่แพรวพราวด้วยการตัดต่อแบบมิวสิควิดีโอผสานด้วยแสง-สี-เสียงระดับจัดเต็มชวนตื่นตาของจริงถึงจะมีล้น ๆ ไปบ้างบางช่วงระดับแสบตาไปบ้างก็ตาม(แถมพี่ยังยิงยาวอีก โอ๊ยยย) นอกนั้นคือฝากความหวังไว้กับเดอะแบกอย่างน้อง “แอล แฟนนิ่ง” ผู้ถ่ายทอดพลังการแสดงกับการร้องเพลงได้น่าหลงใหลเลยทีเดียว กระนั้นก็ยังโดนความล้นของการการถ่ายทอดทำร้ายน้องไปในบางช่วงอีก(อ้าว?)

พูดกันตามตรงแล้วหนังค่อนข้างไร้พลังในระดับที่น่าใจหาย บทก็แบบหนังตามล่าความฝันตื้น ๆ ทั่ว ๆ ไป มาตามสูตรแทบเป๊ะ ๆ อีกต่างหาก การกำกับก็ไม่อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก เพิ่มเติมคือจืดสนิทไร้อารมณ์ร่วม ฉากไหนไร้เพลงประกอบนี่แทบไม่ต่างกับยานอนหลับ อันนี้พูดถึงดนตรีพื้นหลังด้วยนะ พูดง่าย ๆ ก็พวกฉากทั่วไป เปรียบอีกแบบก็เหมือนนั่งมองสถานการณ์อันไม่น่าสนใจอะไรทั่วไปในโลกแห่งความเป็นจริงบนจอหนัง จะแย้งกันจะดราม่าก็ไม่มีแรงส่งออกมาจากจอใด ๆ ทั้งสิ้น ผลพวงมาจากความสัมพันธ์ตัวละครแสนตื้นเขินด้วย เหมือนรีบเล่าเกินจนไม่สามารถให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในใจของเราได้ เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ก็ไวเหมือนกรอเทป ซึมซับอะไรแทบไม่ได้จริง ๆ

สรุปเรื่องนี้ตอบโจทย์อะไรได้บ้าง? อย่างแรกหนีไม่พ้นวิสัยทัศน์งานภาพผสมด้วยการตัดต่อซึ่งอันนี้แซ่บจริงตอนช่วงร้องเพลงนะ อย่างที่สองก็เพลง แต่บอกไว้ก่อนนะว่าช่วงหลัง ๆ กว่าจะได้โชว์แต่ละเพลงนี่นานหน่อย สุดท้ายคือน้องแอลสุดทุ่ม นอกนั้นสอบตกจนไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง…

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Under the Silver Lake

หนังไล่ล่าปริศนาเรื่องใหม่โดยฝีมือผู้กำกับ/เขียนบท “It Follows” ที่คราวนี้เล่นท่ายากกว่าด้วยการเนรมิตอะไรแปลก ๆ ยิ่งกว่าเก่า ของหลุดโลกคือเยอะมาก เยอะไม่พอ ชวนเหวอเพิ่มเข้าไปอีกต่างหาก และยังมีกลิ่นอายจากเรื่องเก่าอยู่ในบางช่วงประดุจเป็นลายเซ็นไปแล้ว น่าประหลาดใจกว่าคือความชวนสะพรึงที่พัฒนาขึ้นมาชัดเจน รู้สึกกลัวจริง ๆ ในช่วงที่มีอะไรแบบนี้

สำหรับตัวบทกับวัสัยทัศน์สายลอย… เอ้ย! สายสร้างสรรค์คราวนี้เหมือนทำไปงงไปถึงจะเดินเรื่องน่าติดตามตลอด มันงงทั้งเรื่องอะ แต่ตรึงตาตรึงใจทั้งเรื่องเช่นกัน แปลก ๆ ดี ดูไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจแหละว่าจะสื่ออะไร มีการเสียดสีสังคมชัดเจนในพอพ้่นช่วงแรก และเล่นแรงซะด้วย ดูไปก็นึกถึง “Us” ถึงมันจะคนละทางโดยสิ้นเชิญก็เถอะ สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างหนักหน่วงหนีไม่พ้นเรื่องไม่ชัดเจนต่อสารที่ต้องการสื่อกับคนดู อารมณ์คล้ายเคียงกับการอยากใส่อะไรก็ใส่ แต่ยังมีการจัดวางอะไรที่ดี มีความปะติดปะต่อกันในฉากต่าง ๆ พวกปริศนาก็น่าสนใจ การแสดงนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พี่ “แอนดรูว์ การ์ฟิลด์” เล่นแซ่บระดับเข้าชิงรางวัลได้อีกแล้ว พี่นี่อย่างสุด

ถ้ากล่าให้โดยรวมแล้วมันก็ได้ทั้งกับคนดูหนังจริงจังกับคนดูทั่วไปนะ ติดเรื่องสารของหนังเนี่ยแหละ สายแรกจะโอเคกว่า ส่วนข้างหลังคงมีเกาหัวแกรก ๆ หลังหนังจบ หรือแม้แต่ขณะรับชม ยังไงผมก็การันตีแหละว่ามันเอนเตอร์เทนเราอยู่ตลอด ไม่มีช่วงน่าเบื่อ

ข่าวหนัง, Drama

FIVE FEET APART: แม้สัมผัสกันไม่ได้ จูบกันไม่ได้ แต่เคมีดีต่อใจ

เดท 5 ฟุตก็ยิ้มได้! “เฮลีย์ ลู ริชาร์ดสัน” และ “โคล สเปราส์” สาดความน่ารัก

แม้สัมผัสกันไม่ได้ จูบกันไม่ได้ แต่เคมีดีต่อใจใน “FIVE FEET APART

บางครั้งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจจะมาจากคู่ที่ดูเหมือนไปด้วยกันไม่ได้ตั้งแต่เริ่ม เช่นเดียวกับภาพยนตร์รักเรื่องใหม่แกะกล่อง “FIVE FEET APART ขออีกฟุต ให้หัวใจเราใกล้กัน” ผลงานของผู้กำกับ “จัสติน บัลโดนี” ที่เขาดึงเอาความสัมพันธ์แบบเส้นขนาน มาถ่ายทอดให้กลายเป็นคู่ที่เดินร่วมทางกันไปตลอดชีวิต

“สเตลล่า” (เฮลีย์ ลู ริชาร์ดสัน) และ “วิล” (โคล สเปราส์) คือ สองวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามที่แยกพวกเขาให้รักกันไม่ได้ เนื่องจากโรคที่ทั้งคู่เป็นไม่สามารถเข้ากันได้เกินกว่า 6 ฟุต นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถสัมผัสกัน จูบกัน หรืออยู่ใกล้กันจนกระซิบให้กันและกันได้ยิน โชคชะตาดูเหมือนจะเล่นตลก แต่ความรักของทั้งสองไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีอะไรจะหยุดพวกเขาในการหาแรงใจในการมีชีวิตอยู่เพื่อกันและกัน เมื่อพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมแยกจากกัน สเตลล่าและวิลจะทำลายกำแพงล่องหนที่กั้นกลางระหว่างพวกเขาในการเดินทางเพื่อตามหาความผูกพันและความหวัง ขยับเข้ากันใกล้มากขึ้นอีกฟุต ถึงแม้ว่าจะต้องเดทกัน 5 ฟุต ทั้งสองก็ยังยิ้มได้

“มันตลกตรงที่สเตลล่าตั้งใจจะเมินวิล แต่กลายเป็นว่าเธอคิดถึงเขาตลอดเวลา ฉันว่าความแตกต่างเนี่ยแหละที่ดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน พวกเขารู้ดีว่าสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ กลายเป็นสเตลล่าที่เป็นคนคิดจะแหกกฎ ขอเข้าใกล้กันมากกว่าเดิมอีกหนึ่งฟุต จากหกฟุตที่แยกพวกเขาจากกันให้เหลือแค่ห้าฟุต สเตลล่ารู้สึกกับวิลจนถึงจุดที่ต้องหารักษาระยะห่างโดยที่ต้องยังอยู่ด้วยกันให้ได้” เฮลีย์ อธิบาย

ด้าน โคล เองหลังจากที่เล่นภาพยนตร์เรื่องนี้เขาก็พูดถึงความสำคัญของการเดท 5 ฟุตว่า “มันเป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยนะ ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงเลย มันทำให้ผมได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าพวกเราใช้ชีวิตกันสุรุ่ยสุร่ายมาก โชคดีแค่ไหนที่เราสามารถมีความรักกันโดยที่ไม่ต้องเจอกับอุปสรรคแบบสองคนนี้ในเรื่อง”

คำว่า “5 ฟุต” สำหรับคุณมีความหมายแค่ไหน? แล้วถ้าต้องอยู่ห่างจากคนรัก “5 ฟุต” ไปตลอดชีวิต คุณยังจะสู้อยู่มั้ย? เตรียมไปยิ้มและเสียน้ำตาอย่างมีความสุข ใน “FIVE FEET APART ขออีกฟุต ให้หัวใจเราใกล้กัน” 18 เมษายนนี้ในโรงภาพยนตร์