Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Animation, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Sonic The Hedgehog Movie

CG สวย “โซนิค” วิ่งทีนี่งานภาพอย่างเจ๋ง และเหมือนจะทำมาเพื่อรองรับระบบ 3 มิติด้วยเพราะภาพพุ่งเหลือเกิน ทว่าอาจคงยุบการทำเป็น 3 มิติไปในภายหลัง นอกนั้นเชยมาก เดาทางได้แทบหมดหรือหมดเลยด้วยซ้ำ เพลย์เซฟตามสูตรจนน่าตกใจ ประดุจหลุดมาจากยุค 2000 ต้น ๆ ไม่ก็ปลาย ๆ 90 เน้นขับเคลื่อนแบบฝ่ายดี vs ฝ่ายร้ายอย่างแบน ๆ ตัวละครหลักก็หามิติแทบไม่ได้ ไม่พาเราไปเจาะให้ซึมซับอะไรมากกว่าแค่ข้อมูลเบื้องต้น ผลพวงของ “ธีม” มิตรภาพจึงไม่ต่างจาก “ฝุ่นละออง” ในอากาศ ขยี้ยังไงก็ไม่ออกผล จะย้ำกี่ทีก็ไม่มีน้ำหนักอะไรมารองรับ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมันตื้นเขินเกิน บทบางเบาอยู่แล้ว กำกับก็ไม่ไหวอีก เสียของเลย นี่ยังดีที่มีวายร้ายซึ่งรับบทโดย “จิม แคร์รี่” คอยพยุงไว้ด้วยการแสดงโอเว่อร์ ๆ ชวนหรรษา ขาดแกเสน่ห์จะหายไปหลายเท่าตัว ขนาดโซนิคเองยังไม่มีออร่าอะไรขนาดนั้นถึงจะน่ารักเบอร์ไหน แต่ก็ชอบเวลาโชว์พลังความเร็วแหละ รวม ๆ จะบอกว่าพอเพลินก็ได้อยู่ มุกตลกมันดีด้วย เล่นกับวัฒนธรรมป๊อปอย่างเยอะ ส่วนใครไม่เก็ตอันนี้ก็ไม่รู้แล้ว เพราะมันเป็นสิ่งที่คนดูหนังเจอประจำ เสียดายที่มาตรฐานมันไม่ได้ แค่ฝ่ายดีปะทะฝ่ายร้ายธรรมดาทั่วไป

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: IpMan4

เป็นหนังจีนที่จีนมาก ๆ กับวิสัยทัศน์กำกับซึ่งดูโอเว่อร์ในการเอาใจคนจีนเป็นพิเศษจนบางทีก็ชวนเบือนหน้าหนีถึงจะเข้าใจว่ายุคนั้นคนเมกาเขาเหยียดคนชาตินี้ และเคยดูหนังที่เหยียดชาติพันธุ์แรง ๆ มาก่อนเหมือนกัน แต่ไม่เคยเจอเรื่องไหนเล่าได้แบบ “ปาใส่หน้าคนดู” เท่านี้ เฮีย “Scott Adkins” นี่ประดุจเอาตัวเองมาฆ่าตัวตากับบทพูดชูอเมริกาสุดยิ่งใหญ่ มันดูจงใจเสียเหลือเกิน ทำลายความชวนอินไปกับเรื่องราวพอตัวเลยแหละ นอกนั้นก็โอเค ฉากแอคชั่นดุเดือดใช้ได้ ช่วงดวลกันตอนท้ายนี่ทีเด็ดเลย ด้านภาพมีปัญหาเฟรมเรต(อีกแล้ว)แบบที่พบได้ในหนังจีนทั่วไปบ้าง สำหรับเนื้อหายังขยี้ไปไม่สุด เอาจริง ๆ บทมันดีเลยนะ ประเด็นค่อนข้างรุนแรง ใส่ปมไว้ระดับโหด เสียดายของที่สุดท้ายก็ไม่ถึงฝั่งฝัน การโฟกัสมันไปลงที่จุดอื่นแทบหมด พอเวลาเอาจุดนั้นมาย้ำอีกทีมันก็ไม่ออกผลอย่างที่ควรเสียแล้ว ใช้ตัวละครทั้งตัวใหม่ตัวเก่าไม่คุ้ม ไม่นับ “ยิปมัน” ผู้แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง ขาดเฮียแกไปนี่จะจืดชืดไปเลย แล้วปมแต่ละคนคืออย่างดีด้วยนะ กลายเป็นเหมือนเอา “ปม” แต่ละคนมาหยอดไว้แล้วทิ้งไว้อย่างนั้น จากนั้นก็เอามาขยายออกไปแค่นิดเดียว รวม ๆ ก็พอดูเอาบันเทิงได้แม้จะปิดฉากได้ไม่สมศักดิ์ศรี ถ้าวิสัยทัศน์ไม่เชยด้วยการชูชาติที่ไม่มีใครเขาทำกันแล้วจะออกมาลงตัวกว่านี้เยอะ

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Animation, รีวิวหนัง

รีวิว Frozen II: ในระบบ IMAX 3D

การกลับมาครั้งนี้ของ “เอลซ่า” นั้นเรียกได้เลยว่า “ยิ่งใหญ่กว่า” และขยายเรื่องราวจากภาคแรกไปเยอะพร้อมเนื้อหาที่ผู้ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น ส่วนเพลงนั้นแน่นอนว่ายังคงโดดเด่น ยังไม่นับการครีเอตฉากร้องเพลงบางจุดที่ “หลุดโลก” ไปแล้ว(ในทางที่ดี) แต่วิสัยทัศน์เหมือนโดนบังคับให้เล่าซอฟต์ ๆ แบบอย่าถลำอะไรให้มันลึกนักเพราะมันอาจจะหม่นเกินไปสำหรับคนดูวัยเด็ก ไม่ก็เป็นการตัดสินใจของผู้กำกับเอง การเปลี่ยนอารมณ์จริงจังกับขำขันมันดูขัดขากันไปมาอยู่เรื่อย ๆ ไม่ต่างกับพยายามให้มันได้ฟีลภาพยนตร์ครอบครัวใส ๆ อย่างภาคแรกไว้ทั้ง ๆ ที่เล่นประเด็นได้ชวนเหวอเอาเรื่องในภาคนี้ และพวกภาคส่วนของการค้นพบอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ได้นำพาให้เราเข้าถึงจริงจัง แทบจะมีแต่ “น้ำ” ก็ว่าได้ อารมณ์อะไรมันเลยไม่สุดสักอย่าง เสียดายของพอสมควร ส่วนที่ดีที่สุดหนีไม่พ้น “ฉากเปิด” ซึ่งเป็นซีนย้อนอดีต มันขับอารมณ์ออกมาเยอะมาก ๆ ชวนอินไม่น้อย ส่วนช่วงคลายปริศนาแล้วมันก็พอได้อยู่ถึงจะไม่ได้รู้สึกอะไรนัก แล้วมันดันพ่วงไปกับตัวละครด้วย ตัวละครใหม่ ๆ นี่ประดุจโดนเอามาฆ่าทิ้ง หยอดอะไรไว้นิดหน่อยแล้วเสริมไปอีกนิดพอ ไม่มีอะไรนัก ดีอย่างตรงยังทำให้เราจดจำตัวละครได้ ส่วนตัวเก่า ๆ นั้นมีบารมีแบกไว้อยู่แล้ว หมดห่วง ว่ากันตามตรงแล้วเหมือนหนังแอนิเมชั่นขายเพลงเสียมากกว่า ด้านนี้นี่ยิงรัว ๆ แทบไม่ต้องพัก ถ้าถามว่าดีไหม มันดีแหละ มันจะติดแค่เรื่องการสับเปลี่ยนอารมณ์ซึ่งมันมีปัญหาแต่แรกอยู่แล้ว ยังคุมงานได้ไม่ลื่นไหล

สำหรับการรับชมในระบบ IMAX 3D นั้นพอได้อยู่ครับสำหรับช่วงที่เน้น 3D เสียดายที่เน้นพุ่ง ๆ ลอย ๆ นูน ๆ ออกมาไม่เยอะ มิติแยกชั้นภาพเองก็ไม่ได้แยกขาดเหมือนหลุดเข้าไปในหนัง ค่อนข้างตื้น ส่วนเสียงไม่ค่อยมีอะไรมากยกเว้นเรื่องทิศทางซึ่งบางช่วงทำได้ดีเลย มีกระหึ่มหน่อย ๆ ตอนไคลแมกซ์ พูดง่าย ๆ ก็ได้ภาพที่ใหญ่ยักษ์ขึ้นกับ 3D ที่ยังใช้ไม่คุ้ม ดูแบบปกติก็แทบไม่เสียหายอะไร

รวม ๆ แล้วก็ยังโอเคถึงจะสู้ภาคแรกไม่ได้ ความกลมกล่อมกับความชวนอินมันไม่ได้ขลังอะไรขนาดนั้นแล้ว แต่ดูเพลิน ๆ เอาความน่ารักของตัวละครได้อยู่ รู้สึกเหมือนงานที่เอามาสร้างต่อด้วยบารมีรายได้ของแฟรนไชส์ไม่ต่างกับ “Maleficent“ แล้วทำไม่ถึงบารมีเก่า

ตัวอย่างภาพยนตร์ Frozen II

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: Official Secrets

ทรงพลังด้วย “บทพูด” ที่ไต่ระดับไปเรื่อย ๆ บิวด์จุดนี้ดีงาม ดีงามกว่านี้หนีไม่พ้น “นักแสดง” โดยเฉพาะ “เคียร่า ไนท์ลี่ย์” ในบท “แคทธารีน กัน” ผู้คุมหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงแม้นางจะดูล้น ๆ ไปบ้างกับฉากใช้อารมณ์แรง ๆ ไปหน่อยก็เถอะ ส่วนคนอื่นน่าเสียดายที่ถึงแม้ได้ไดอะล็อกเด็ด ๆ มาก็ไม่ได้น่าจดจำเท่านางเอกของเรา คุมงานตรงนี้ไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ แล้วตัวละครก็เยอะอีกต่างหาก ตัวรอง ๆ เป็นเหมือนแค่มาคอยป้อนให้ไหลไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ขนาดป๋า “เรล์ฟ ไฟนส์” ยังประสบปัญหาเช่นเดียวกันเลยถึงจะเด่นเอาเรื่อง ชอบการถ่ายโคลสอัพตัวละครแล้วค่อย ๆ บีบเราในเวลาเดียวกัน รู้สึกได้ดำดิ่งไปกับพวกเขา ดนตรีประกอบเองก็ช่วยเสริมความเดือดได้ดีใช่ย่อย เรื่องเส้นแบ่งระหว่าง “ความภักดี” กับ “การเปิดเผยความจริง” นั้นถ่ายทอดออกมาได้เจ็บแสบขมขื่นสมราคาผู้กำกับ “Eye In The Sky” ถึงจะรู้สึกได้ว่างานมันดรอปลงไปบ้าง ครึ่งแรกเนื้อแน่นกว่า ระทึกกว่า บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจนี่มาเป็นช่วง ๆ ครึ่งหลังผ่อนลงไปหน่อย ๆ แต่สัมผัสได้ชัด ทว่าก็ยังคงเด็ดดวงด้านไดอะล็อกอยู่ ส่วนนี้กับเจ่เจ้เคียร่านี่แหละที่ทำให้เวลาผ่านไปไวมาก หนังเกือบสองชั่วโมง แต่มันไวจนแอบเหวอ ๆ ตอนจบว่านี่มันถึงเวลาแล้วหรอ รวม ๆ แล้วใครมองหางานดราม่าน้ำดีก็จัดได้เลยครับ แค่นักแสดงกับบทพูดก็คุ้มแล้ว

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Animation, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Weathering With You – ฤดูฝันฉันมีเธอ

ส่วนตัวตามเก็บงานของ “มาโกโตะ ชินไค” ไม่หมด จำไม่ได้ว่าไปทั้งหมดกี่เรื่อง สำหรับเรื่องนี้รู้สึกว่า “อิมแพ็กต์” โดยรวมค่อนข้างน้อยเมื่อย้อนกลับไปดูงานที่เคยอินจัด ๆ มาก่อนแล้วอย่าง “5 Centimeters per Second” นอกจากด้านงานภาพที่สวย มีความพัฒนาขึ้นทางด้านการใช้ภาพ 3 มิติซึ่งผสมผสานภาพ 3 มิติกับภาพ มิติได้ชวนตื่นตากับส่วนเนื้อหาแล้วนั้น หนังยังไม่ค่อยให้คำตอบอะไรกับเรานักถึงความสัมพันธ์ของคู่พระ-นางจะน่าสนใจตั้งแต่แรกพบจนถึงงไคลแมกซ์ ปมพระเอกที่ปูเอาไว้ช่วงต้นเรื่องก็ไม่ได้นำมาต่อยอดให้เข้าใจเหตุผลอะไรใด ๆ ส่วนนางเอกเหมือนจะมีอะไรแต่ก็ประดุจไม่มี แต่ละคนคือแทบเอาอะไรมาขยี้ไม่ได้เลย ออกไปทางเดินเรื่องไปเรื่อย ๆ แบบโฟกัสที่โมเมนต์น่ารัก ๆ กับคอนฟลิกซ์น้ำหนักเบา ๆ ระหว่างคู่นี้เสียมากกว่า ดราม่าก็ขยี้ไม่สุด ตัวละครที่น่าสนใจสุดตกไปอยู่กับ “นากิ” ไปซะอย่างนั้นถึงบทบาทจะน้อย ทว่าขโมยซีนเก่งเหลือเกิน ตัวรองอื่น ๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ธีมเรื่อง “การเสียสละ” “หน้าที่” และ “ความรัก” ค่อนข้างตื้น ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่ ช่วงปล่อยของเลยเฉย ๆ ถึงงานภาพมันจะสร้างสรรค์ดี อย่างไรก็ดี โดยรวมยังถือว่าสอบผ่านนะ เพราะไม่ได้รู้สึกชวนหาวชวนง่วงอะไร มันน่าติดตามอยู่เรื่อย ๆ ถึงจะคลายกับขยี้อะไรไม่หมด หนังเลยไปไม่ไกลเท่าไหร่ เหมือนไปเน้นด้านอาหารตาเสียเยอะจนความคมคายหายไป โฟกัสผิดที่ผิดทางไปนิด เสียดาย

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Horror

รีวิวหนัง: Ready Or Not

โอ๊ยยย บ้ากันไปแลัวสำหรับเรื่องนี้ จุดชวนอุทานว่า “อะไรฟระเนี่ย” เยอะไปหมด หมายถึงในทางที่ดีนะ เป็นหนังไล่เกมไล่เชือดที่บันเทิงกับมุกติงต๊องมันเหลือเกิน ฉากโหด ๆ เหมือนของแถมมากกว่า พวกพี่กำกับฉากบ้าบอได้ฮาจริง แต่ยังไงเวลาฆ่ากันหรือบาดเจ็บแต่ละทีก็ไม่น้อยหน้านะจ๊ะ ชวนเสียวเอาเรื่องอยู่ + กึ่งเกือบแหวะ ส่วนนอกนั้นไม่มีอะไรเท่าไหร่ เพราะปูเรื่องต้นเรื่องปุ๊บก็แทบจะไม่มีอะไรอีกแล้วหลังถึงเวลาเริ่มเกมซ่อนหา ปมนู่นนี่นั่นตื้นเขิน เนื้อมีกระจึ๋งนึง น้ำนี่ล้นอ่าง ไม่ได้รู้สึกอะไรกับด้านนี้เท่าไหร่แม้จะมีความพยายาม “ขยี้” ก็ตาม ทว่ามันเด่นด้านตัวละครรอง ๆ นะ แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะดี ไม่ได้มาพิมพ์เดียวกันหมด สร้างสีสรรค์กันได้จัดจ้านพร้อมน่าจับตบกับเอ็นดูในเวลาเดียวกัน แล้วยิ่งไปพ่วงกับความเอนเตอร์เทนอย่างที่กล่าวไว้แลัวคือมันดันหนังไปไกลอยู่ ดูเอาสนุกได้สบายเลย กระนั้นก็ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ได้กดดันชวนลุ้นอะไรเบอร์นั้น ด้านนี้ด้อยชัดเจนเหมือนเนื้อหา น่าเสียดาย เล่นกล้องสั่นไปก็แทบไม่ช่วยอะไร ช่วงท้ายก็คลิเช่ไปนิด

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Brightburn

สร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจได้ดี อึดอัดทุกครั้งที่เข้าฉาก “สะพรึง” ตุ้งแช่ก็ใช้ได้ไม่น่าหงุดหงิด ด้านโหดก็ถือว่าสาแก่ใจต่อผู้ที่กระหายเลือดเนื้อแทบเต็มขั้น มาแบบจัดหนัก แต่ไม่เนรมิตความโหดจนล้น ถือว่าสมดุล ส่วนนอกนั้นทางด้านดราม่ากับความสัมพันธ์อะไรต่าง ๆ ดูเร่งรีบและมีแต่น้ำ เป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่แทบไม่ใส่ใจเรื่องการเติบโตของตัวละครนักแม้มันจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนก็ตาม มันมาสไตล์ข้ามขั้นอยู่ตลอด ไม่ใช่ค่อย ๆ ไต่ให้เราซึมซับเป็นจริงเป็นจัง เวลาตัวละครคุยกันเรื่องนู่นนี่นั่นที่มีต่อกันและกันมันเลยไม่ออกผล โดยเฉพาะด้าน “ครอบ” นี่ควรจะส่งพลังออกมาด้วยซ้ำ ปรากฏว่า “ไม่” ยิ่งพอพยายามจะบีบน้ำตาคนดูเลยดูปลอมไปซะอย่างนั้น ตัวรอง ๆ คือสาหัสไม่ต่างกับเบี้ยเดินกระดานชั้นล่าง ๆ มีตัวตนให้แค่พอรู้ว่าเป็นแบบนี้และต้องเจอแบบนี้แค่นั้นเอง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าบันเทิงทั้งเรื่องนะ คนกำกับก็รู้งานแหละว่าจะสนองคนดูยังไงด้วยสารพัดฉากชวนเสียวกับความมืดหม่นผสานความรุนแรงที่ค่อย ๆ เร่งเครื่องขึ้นจนเราเริ่ม “กลัว” เจ้าหนูพลังอสูรนี่จริง ๆ เป็นตัวละครที่ทำอะไรได้น่าสนใจอยู่เรื่อย ๆ ครับ

*มีฉากเพิ่มเติมระหว่างเครดิต ไม่มีอะไรหลังเครดิตครับ*

ไม่มีคะแนนให้เนื่องจากท่างค่ายหนังเขาขอมา อ่านแล้วพิจารณาดูครับ สีเขียวในที้นี้หมายถึง “หนังสนุก โหดสะใจ!” ซึ่งแอดมินก็ไม่ปฏิเสธอะไรใด ๆ แม้เรื่องคุณภาพโดยรวมจะสอบไม่ผ่านก็ตาม

ตัวอย่างภาพยนตร์ –

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
รีวิวหนัง, Drama

รีวิวหนัง: The Art of Racing in the Rain

นี่ไม่ใช่แค่ศาสตร์การขับรถใต้ฝน แต่มันคือศาสตร์แห่งการเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตซึ่งผ่านการบรรยายชวนน่าติดตามผ่านที่พากย์โดย “เควิน คอสต์เนอร์” ด้วยน้ำเสียงน่ารักปนเศร้า ส่วนการกำกับนั้นค่อนข้างจะครึ่ง ๆ กลาง ๆ กับการเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แบบรวบรัดจนไม่ชวนอินเท่าไหร่นัก คัดสลับไวมาก ยังไม่ทันซึมซับสายใยได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย มันเสียไปซะเยอะเพราะตรงนี้นี่แหละ ทว่าก็สร้างน้ำหนักได้ดีพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงท้ายที่จัดเต็มใช้ได้ และแน่นอนว่า “น้องงงงงงงงง” น่ารักมาก เสน่ห์แผ่ซ่านชวนรักตั้งแต่แรกพบ เจ้าหมา “เอนโซ” คือ “เดอะ แบก” อันแท้ทรู และร้ำเสียงป๋าเควินพาไปไกลเกินที่คิดไว้เสียอีก รวม ๆ แล้วประทับใจนะถึงบางทีมันจะเล่าแบบกระแทกใส่หน้าจนดูจงใจไปบ้างกับการสร้างคอนฟลิกซ์ซึ่งช่วงนั้นคือหลุดออกจากตัวหนังไปเลยด้วยเหตุนี้ และยังไม่นับเหตุการณ์ประหลาด ๆ อะไรอีกที่ประดุจได้อีกคนมากำกับให้แล้วหลุดที่หลุดทาง แต่ยังไงก็มอบรสชาติแห่งชีวิตได้โอเคครับแม้จะโดนความรีบกับการฟาดใส่หน้าฉุดไปบ้าง

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Animation, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: The Lion King ในระบบ IMAX 3D

อลังการด้วย​ CGI ที่ละเอียด​เนียนล้ำเสมือนนั่งดูสัตว์​จริง​ ๆ​ อยู่​ตรงหน้า​ ยิ่งช็อตโคลสอัพพร้อมฉากสว่าง​ ๆ​ คือรายละเอียด​ดีงามสุด​ ๆ​ ส่วนนอกนั้นก็แทบไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจาก​ “เพลง” กับ​ “เสน่ห์ตัวละคร” บางตัวที่เป็นสายแบ๊วกับฮาเท่านั้น​ หนังยาวกว่าต้นฉบับตั้งครึ่งชั่วโมง​ ทว่าเนื้อหาตื้นเขินจนชวนฉงนไม่น้อย​ ตัวร้ายแบนเป็นหน้ากลอง​เพราะการกำกับเน้นน้ำหนักเอียงไปเรื่องโชว์​ทิวทัศน์​กับเทตัวเอกแทบเต็ม​ร้อย​ แต่ถึงเทให้ก็ใช่ว่าจะดีไปเสียหมด​ การเติบโตตัวละครกับความสัมพันธ์​ก็แลดูรีบ​ ๆ​ ให้ไปถึงเป้าหมายจนขาดสายใยไป​ ไม้อินกับความสัมพันธ์​ของพวกเขาในช่วงหลัง​ ๆ​ เลย​ ตอนเปลี่ยนอารมณ์​ช่วงนึงก็แบบว่า​เปลี่ยนได้ขัดขากับฉากก่อนหน้านี้มากจนสะดุด​ ขาดความลื่นไหลประดุจรีบ เป็นการรอคอยยี่สิบห้าปีสำหรับฉบับสุดทึ่งด้วยเทคโนโลยี​ ทว่าอุดมไปด้วยความ​ “ตามสูตร” จนไร้สิ่งแปลกใหม่​ แทบจะเดาได้หมดว่าจะมาไม้ไหน​ มิหนำซ้ำย​ั​ง​กลายเป็น​ “ตกยุค” ไปเสียอย่างนั้น​ การกระทำอะไรบางอย่างของตัวละครมันไม่เวิร์ค​แล้วสำ​หรับสมัยนี้​ ทุกสิ่งอย่างพอรวมกันเลยไม่ต่างกับหนังตามสูตรสำเร็จซึ่งแทบไปไม่รอดหากไม่ได้ตัวละครบางตัวกับเพลงช่วยแบกไว้ได้บ้าง​ ยอมรับว่ามีอินตั้งแต่เพลงเปิดเรื่องระดับน้ำตาจะไหล​ ประเด็นคือหลังจากนั้นก็ดิ่งไปเลย

สำหรับการรับชมในระบบ​ IMAX 3D​ นั้นเต็มตาครับถึงจะฉายได้สุดแค่สัดส่วนภาพ​ 1.90​ ​: 1 เพราะเป็นแค่เครื่องดิจิตอล​ ถ้าเป็นเลเซอร์​จะขยายได้เต็มจอ​ IMAX พารากอนด้วยสัดส่วน​ 1.43​ : 1 ในบางฉาก​ ช็อตเน้นทิวทัศน์​ + ธรรมชาติ​กับโคลสอัพนี่ฟินกับงานภาพจริงจัง​ 3D​ เองก็น่าพอใจแม้จะไม่พุ่งอะไรเบอร์​นั้น​ มีทะลุแบบรู้งานบางช่วง​ ลอยออกมาสวย​ ๆ​ ก็มี​ ด้านดีที่สุดคือการแยกชั้นของภาพซึ่งเห็นการแบ่งเลเยอร์​ชัดเจนในช่วงฉากกลางวัน​ ภาพลึกใช้ได้เลย​ ส่วนเสียงโดดเด่นทางด้านทิศทางมากกว่าด้านกระหึ่ม​ มีเบสหนักอยู่บ้าง​ แต่ไม่ถึงกับสั่นสะท้านอะไรเบอร์​นั้น​ ถือว่าคุ้มอยู่ครับหากอยากสัมผัส​ CGI​ ระดับขีดสุดบนจอยักษ์ที่เพิ่มความอลังการไปอีกขั้น

ตัวอย่างภาพยนตร์

Movie Reviews รีวิวหนัง Moviemo
Action, รีวิวหนัง

รีวิวหนัง: Hobbs & Shaw ในระบบ IMAX

เป็นความเว่อร์วังที่ยิ่งใหญ่ซึ่งไม่ได้มาพร้อมกับคุณภาพอันใหญ่ยิ่งถึงจะโดนฉากแอคชั่นบิ๊กเบิ้มสุดบ้าคลั่งคอยกลบข้อเสียตัวเองไว้อยู่เรื่อย ๆ ก็ตาม อารมณ์อื่น ๆ ยังไปไม่ถึงยกเว้น “ความตลก” ซึ่งได้ดิบได้ดีเท่าความมันส์แหละ การกำกับของเฮีย “เดวิด ลิทช์” ฟอร์มตกจาก “Atomic Blonde” และ “Deadpool 2″ ชัดเลย คุมสมดุลไม่ค่อยอยู่พอเล่นสเกลใหญ่ขึ้น พยายามจะดราม่าเรื่อง “ครอบครัว” ตามแฟรนไชส์นี้ก็ยังฝีมือไม่ถึง แล้วไหงฉากบู๊ระยะประชิดมันถึงได้ออกมาดูเหมือนงานรีบไม่เหมือนเรื่องก่อนหน้าเอาซะเนี่ยทั้ง ๆ ที่เฮียนี่ไปสุดมากใน “Atomic Blonde” ไม่นับ “John Wick” เพราะทำคู่กับอีกคน ส่วนฉากยักษ์ ๆ นี่เข้าที่เข้าทางแบบแทบไม่มีอะไรให้ติ

เส้นเรื่องในนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์มันก็ค่อนข้างจะใช้เยอะนะ ประเด็นคือไม่ออกผลดีอะไรขนาดนั้นเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ มันเป็น “ธีม” เลยด้วยซ้ำ เจออย่างนี้ต้นยันจบ ชอบตรงการคอยหยอดเป็นจุด ๆ ให้มีน้ำมีเนื้อขึ้น ทว่าดันเจอน้ำไปเสียมากกว่า ยิ่งองก์สุดท้ายแทบไม่ต่างกับใส่มาให้รู้เฉย ๆ ว่ามีอย่างนั้นอย่างนี้มาเติมเต็มพล็อตเฉย ๆ ยังดีที่การพัฒนาการตัวละครมันออกมาน่าพอใจ พัฒนาการตัวหลักแต่ละตัวชัดเจน สัมผัสถึงได้ถึงการเปลี่ยนแปลง วายร้ายก็ไม่ได้มาแค่ “ร้าย” ถึงจะดูเหมือนอย่างนั้น เขามีเสน่ห์น่าค้นหาด้วยความคิดกับการกระทำ พวกการกระทำอะไรต่าง ๆ ของตัวเอกนี่ก็ใช่ย่อย ส่วนนี้ช่วยพยุงหนังไว้ได้พอสมควร มอบความน่าติดตามอยู่เรื่อย ๆ

กล่าวกับเรื่องนี้ง่าย ๆ คือมันตอบโจทย์เอ็นเตอร์เทนแหละ บันเทิงอย่างที่หนังซัมเมอร์ควรจะเป็น ยิ่งใครโหยหาหนังแอคชั่นจัดหนักนี่น่าจะได้ใจไปไม่น้อย ถ้าครบเครื่องกว่านี้จะเจิดจรัสไปไกลอีกเบอร์เลย เสียดายอยู่เหมือนกัน เสียดายอีกอย่างคือความตามสูตรแบบเป๊ะ ๆ แต่จะขอลืมด้านหลังก็แล้วกัน

สำหรับการรับชมในระบบ IMAX คือดีงามด้านเสียงจริงจังถึงจะไม่ได้เน้นเบสสะท้านพื้นสะเทือนเบาะ มันดัง มันเร้าใจ เสิร์มอารมณ์ฉากแอคชั่นใหญ่ ๆ ไปเยอะเลย แม้ไม่มีสัดส่วนภาพขยายก็ไม่ใช่ปัญหา พวกการถ่ายทำอะไรก็ดีอยู่แล้วด้วย อลังการสมราคาแฟรนไชส์ถึงจะเป็นภาคแยก แค่เสียงก็คุ้มแล้วครับ สาแก่ใจ

ตัวอย่างภาพยนตร์