งานนี้ “Rupert Wyatt” ผู้ที่เคยฝากผลงานชั้นดีไว้อย่าง “Rise of the Planet of the Apes” มือตกลงไปชัดเจนมาก การโฟกัสเรื่องราวมันสะเปะสะปะไปแทบหมดในขณะที่จุดหลักของมันคือภารกิจซึ่งมันก็เดินเรื่องด้วยแบบนี้ตลอดอยู่แล้ว แต่เกลี่ยบทได้เหมือนกำลังมึน ๆ ขณะทำ ตัวละครจึงจืดชืดไปด้วย ตัวรอง ๆ อย่างเยอะแล้วสุดท้ายก็แทบไม่ได้เข้าถึงพวกเขาเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่พยุงหนังไว้คือนักแสดง ส่วนที่แบกมากถึงมากที่สุดนั้นหนีไม่พ้น “ดนตรีประกอบ” ของ “Rob Simonsen” นี่แหละ สกอร์บีบระดับคุมอยู่ทุกสถานการณ์จนเดือดดาลไปกับฉากอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้าพูดภาพรวมแล้วมันออกมาในงาน “เชิงทดลอง” เลยนะเท่าที่ตัวเองรู้สึก ออกไปทางเน้นโชว์สไตล์เสียมากกว่าจากที่สังเกตการถ่ายทำ + ถ่ายทอด แต่พอเน้นอย่างนั้นจัดจนแขนงอื่นตกหล่นมันก็เลยกลายเป็นเฉย ๆ ไปกับหนังถึงจะพยายาม “แตกต่าง” ขนาดไหนก็เถอะ ยังดีที่มีลูกเล่นเรื่องการเมืองกับปฏิวัติมาเสริมฐานให้แข็งแกร่งได้บ้าง จริง ๆ ก็ดูได้เพลิน ๆ กับเรื่องราวอันไหลไปเรื่อย ๆ ประดุจไม่มีจุดหมายเป็นชิ้นเป็นอันซึ่งโดนอันนี้ทำลายความตรึงตราตรึงใจไปอยู่เยอะเหมือนกัน ทว่าต้องเพ่งสมาธิอย่างมากกับตัวละครไม่งั้นจะหลุดไปเลยว่าใครเป็นใครเพราะตัวหลักเอาไปกินหมด
